TITLE อวดงบ Q1/69 พลิกกำไรรับอานิสงส์ภูเก็ตเมือง Safe Haven จ่อโอน 4 โครงการใหม่ 1.17 หมื่นลบ.

นายดรงค์ หุตะจูฑะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ [TITLE] ในเครือ บมจ.แอสเซทไวส์ [ASW] กล่าวว่า TITLE สามารถสร้างผลการดำเนินงานใน ไตรมาส 1/69 ทำรายได้ถึง 549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 207% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่มีกำไรสุทธิ 42 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 30.77 ล้านบาท จากการโอนโครงการ “เดอะ ไทเทิล เลเจนดารี บางเทา” (THE TITLE Legendary Bang-Tao) ที่โอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และ “เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง” (THE TITLE Serenity Naiyang) ซึ่งสร้างเสร็จเร็วกว่ากำหนด ทำให้บริษัทสามารถทยอยรับรู้รายได้ได้บางส่วนตั้งแต่ปลายไตรมาสแรก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TITLE ในการบริหารจัดการงานก่อสร้างและส่งมอบโครงการให้ได้ตามแผนที่วางไว้

นอกจากนี้ ช่วง High Season ที่ผ่านมา (ไตรมาส 3/68 – ไตรมาส1/69) บริษัทยังสามารถทำยอดขายรวมได้สูงถึง 10,517 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงไฮซีซั่นก่อนหน้า โดยมีโครงการที่สร้างยอดขายโดดเด่น ทั้ง “เดอะ บาลโคนี ในยาง” (The Balcony Naiyang) มูลค่าโครงการ 3,800 ล้านบาท “โคราลิน่า กมลา” (Coralina Kamala) มูลค่าโครงการ 3,900 ล้านบาท และโครงการเปิดใหม่ล่าสุดอย่าง “เบียงกาน่า สุรินทร์” (Biancana Surin) มูลค่าโครงการ 3,200 ล้านบาท ที่ได้รับความสนใจอย่างดีเยี่ยมจนมียอดจองแล้วกว่า 65% โดยยอดขายรวมดังกล่าวจะทยอยเปลี่ยนเป็นรายได้ในอนาคต ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนการเติบโตของ TITLE ในระยะยาว

นายดรงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางในไตรมาส 2/69 เศรษฐกิจทั่วโลกยังเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติมองหาบ้านหลังที่สองในประเทศปลอดภัย เพื่อพักอาศัยและลงทุนในระยะยาวมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาท ซึ่งถือเป็นแรงหนุนที่ช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อให้แก่นักลงทุนชาวต่างชาติ ส่งผลให้จังหวัดภูเก็ตขึ้นแท่นเป็น Safe Haven ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลกที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนหลายประเทศ ด้วยศักยภาพความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เสน่ห์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่โดดเด่น สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ทั้งแหล่งท่องเที่ยว สถานพยาบาลชั้นนำ และโรงเรียนนานาชาติ รวมถึงนโยบายวีซ่าระยะยาวที่ดึงดูดกลุ่ม High Net Worth, กลุ่ม Expat และกลุ่ม Digital Nomad ให้เข้ามาพักอาศัยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับปี 69 บริษัทมีแผนทยอยโอนโครงการสร้างเสร็จใหม่ทั้งหมด 4 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่ารวมสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท (All-Time High) ที่จะสร้างการรับรู้รายได้ที่มั่นคงให้กับ TITLE ตลอดทั้งปี

โครงการที่เตรียมส่งมอบในช่วง ไตรมาส 2/69 ได้แก่ 1.เดอะ ไทเทิล เซเรนิตี้ ในยาง (THE TITLE Serenity Naiyang) มูลค่า 4,000 ล้านบาท 2.เดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา (THE TITLE Heritage Bang-Tao) มูลค่า 6,000 ล้านบาท ส่วนในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ 3.เดอะ ไทเทิล วิลล่า เอสเตลลา ในยาง (THE TITLE Villa Estella Naiyang)วิลล่าระดับลักชัวรี มูลค่า 500 ล้านบาท และ 4.เดอะ ไทเทิล เชียโล่ ราไวย์ (THE TITLE Cielo Rawai) มูลค่า 1,200 ล้านบาท

บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาสแรก รวมอีกกว่า 21,669 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึงปี 71

“นอกจากการพัฒนาโครงการ Leisure Residence ที่ตอบโจทย์ Insight และไลฟ์สไตล์จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ TITLE รักษาการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง คือการบริหารเครือข่ายพันธมิตรและตัวแทนขายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้เราสามารถสร้างยอดขายและยอดโอนได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี แม้อยู่นอกฤดูกาลท่องเที่ยว ควบคู่กับการบริหารจัดการสต็อก (Inventory) และรักษาสภาพคล่อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับกลยุทธ์รับทุกโอกาส ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จะช่วยให้ TITLE สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคง และบรรลุเป้ารายได้ 6,000 ล้านบาทตามที่วางไว้” นายดรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ TITLE ยังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตรายได้ประจำ (Recurring Income)ผ่านธุรกิจ Hospitality โดยเตรียมเปิดให้บริการ “เดอะ ซาลูท” (The Salute) ร้านอาหารสไตล์บีชคลับแห่งแรก บนทำเลติดหาดในยาง ซึ่งคาดว่าพร้อมจะเปิดให้บริการในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขยายฐานธุรกิจสู่ Lifestyle Ecosystem พร้อมกันนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโรงแรมอีก 2 แห่ง ที่อยู่ภายใต้ความร่วมมือกับเครือ IHG Hotels & Resorts ผู้นำธุรกิจโรงแรมระดับโลก ซึ่งจะช่วยให้ TITLE มีโครงสร้างรายที่ได้ยืดหยุ่นและเติบโตอย่างยั่งยืน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ค. 69)