
นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา [BAY] กล่าวว่า แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ในช่วง 2/69 เริ่มฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ไตรมาส 1/69 ลดลง 0.6% โดยที่เริ่มเห็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของสินเชื่อมาจากภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มหันกลับมาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจในกลุ่ม Health Care, F&B, พลังงาน และดาต้าเซ็นเตอร์ แม้ว่าปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอยู่ก็ตาม
อย่างไรก็ตามยังมีความต้องการในการลงทุนยังมีต่อเนื่อง ซึ่งมีลูกค้าเข้ามาปรึกษาการลงทุนกับทางธนาคาร ประกอบกับ ทางภาครัฐมีการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ จะเห็นได้จากตัวเลขยอดขอ BOI ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนในเอเชียตะวันออก เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ที มีการขอ BOI เข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และธนาคารยังมั่นใจว่าสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต 2-4%
ขณะเดียวกันธนาคารยังได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) มาอยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท ภายในปี 73 จากเดิม 2.5 แสนล้านบาท โดยในช่วงไตรมาส 1/69 กรุงศรีได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมหลักมากมาย เช่น การเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายในการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มูลค่า 3.5 พันล้านบาท ให้กับ บมจ.ราช กรุ๊ป [RATCH] การเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน มูลค่า 8 พันล้านบาท และ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน มูลค่า 3 พันล้านบาท ให้กับบมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ [BEM]
ขณะที่งานด้านวาณิชธนกิจมองว่ายังมีความท้าทาย จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตึงเครียดตะวันออกกลาง ทำให้การระดมทุน และการออกหุ้นกู้ อาจจะมีการชะลอตัวไปบ้าง แต่ลูกค้ายังมีความสนใจที่ต้องการระดมทุนอยู่ต่อเนื่อง เพื่อรองรับโอกาสการลงทุน เช่น การออกหุ้นกู้มีกลุ่มลูกค้าที่สนใจออกหุ้นกู้ ESG เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 49% ของตลาดหุ้นกู้ ESG รวม 2.5 หมื่นล้านบาท แม้ว่าในภาพรวมตลาดหุ้นกู้ดังกล่าวจะติดลบ 6% ในช่วง 4 เดือนแรก
ด้านดีลงาน IPO ยังคงมีลูกค้าสนใจ แต่ปัจจุบันตลาดยังมีความผันผวน ทำให้ลูกค้าชะลอการออก IPO เพื่อรอดูสถานการณ์ แต่มองว่าในช่วงปลายปีนี้ดีล IPO ที่ธนาคารเป็นที่ปรึกษาให้ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่ธนาคารอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับลูกค้า ซึ่งคาดว่าจะมีกองรีทที่จะทยอยออกมาในช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ ทิศทางการดำเนินงานของกลุ่มงานลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจในปีนี้ คือ การมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือ Value Creation ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจ พร้อมยกระดับบทบาทการเป็น Trusted Partner เพื่อร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จของลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยกรุงศรีทำหน้าที่เป็น Enabler ที่จะช่วยสนับสนุนลูกค้าให้สามารถเปลี่ยนผ่านท่ามกลางความท้าทายด้าน ESG ไปสู่โอกาสใหม่ในระดับสากล ผ่านความเชี่ยวชาญของกรุงศรี เครือข่าย MUFG และพลังความร่วมมือภายในกลุ่มกรุงศรี (ONE Krungsri) เพื่อพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม
โดนปี 69 กลุ่มงานลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Sustainable Future for Client, Industry and Country” ที่มุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ใน 3 มิติ ได้แก่ การสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้า ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มและนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ครบวงจร รองรับทั้งการเติบโตของธุรกิจ และความต้องการทางการเงินอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
การสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ผ่านการให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ควบคู่กับองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญเชิงลึกเฉพาะด้าน พร้อมผสานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว การมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ ด้วยการขับเคลื่อน Sustainable Finance เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับเป้าหมาย Thailand Net Zero 2050
การดำเนินงานภายใต้แนวคิดดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 4 แนวทางหลัก ประกอบด้วย การนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์แบบครบวงจร ครอบคลุมทั้ง Financing Solutions และ Sustainable Finance ทั้งในรูปแบบสินเชื่อ ตราสารหนี้ และโซลูชันด้าน ESG พร้อมเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากธุรกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง, การต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของลูกค้าผ่านความร่วมมือกับ MUFG เพื่อสนับสนุนลูกค้าอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการเสริมความแข็งแกร่งในตลาดภายในประเทศ (Inbound – Anchor Local Engagement) และการขยายโอกาสสู่ระดับสากล (Outbound – Scale Global Reach) พร้อมยกระดับการให้บริการผ่านโซลูชันที่หลากหลาย ทั้งด้าน Sustainable Finance ด้าน Offshore Financing และการสนับสนุนเชิงอุตสาหกรรม (Sector Support) เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างครบวงจร
การให้คำปรึกษาและสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินอย่างครบวงจร โดยทำงานร่วมกับบล.กรุงศรี จำกัด ตลอดจนเครือข่ายระดับโลกของ MUFG และธนาคารพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการดำเนินธุรกรรมเชิงกลยุทธ์ ครอบคลุมการซื้อขายและควบรวมกิจการ (M&A) การระดมทุนผ่านตลาดตราสารทุน (Equity Capital Markets) และการเป็นผู้สนับสนุนการขาย (Selling Agent) หน่วยลงทุน โดยมุ่งให้คำปรึกษาและจัดโครงสร้างโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสมกับสถานการณ์และเป้าหมายของลูกค้าแต่ละราย เพื่อสนับสนุนการเติบโตและการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว
“กรุงศรีตระหนักดีว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่ผลลัพธ์ของความสำเร็จขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่คือการยกระดับของทั้งระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปพร้อมกัน เราจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ ผ่านการผสานความเชี่ยวชาญ โซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย และความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายประกอบ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)




