
เมื่อเวลา 09.59 น. EGCO ร่วง 4.29% ลดลง 5.00 บาท มาที่ 111.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 15.56 ล้านบาท จากราคาเปิด 112.00 บาท ราคาสูงสุด 112.50 บาท และราคาต่ำสุด 111.50 บาท
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า บมจ.ผลิตไฟฟ้า [EGCO] รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 875 ล้านบาท (-349% QoQ , -76% YoY) หากหักรายการพิเศษออก (เช่นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลขาดทุนจากการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน รายได้ทางภาษีรอการตัดบัญชี และผลกระทบจากการรับรู้รายได้แบบสัญญาค่าเช่า) กำไรปกติอยู่ที่ 970 ล้านบาท (-966% QoQ , -40% YoY) ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 31% และ 34% ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าคาด และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่น้อยกว่าคาด
กำไรปกติเติบโต QoQ เพราะได้แรงหนุนจาก รายได้ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน QPL สูงขึ้น ตามการกลับมาเดินเครื่องภายใต้สัญญาฉบับใหม่แบบเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก รวมทั้งการกลับมาเดินเครื่องตามปกติของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Compass โรงไฟฟ้า Paju ES และโรงไฟฟ้าถ่านหิน SBPL หลังไม่มีการปิดซ่อมบำรุงเหมือนไตรมาสก่อน ขณะที่การลดลง YoY เป็นผลจากรายได้ของโรงไฟฟ้า QPL ที่ลดลง หลังราคาขายไฟฟ้าของสัญญา PPA ฉบับใหม่ต่ำกว่าสัญญาฉบับเดิม และส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้า Paju ES ที่ลดลง หลังตลาดเกาหลีมีการเชื่อมต่อกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มเติม (กดดัน Spark Spread ของโครงการดังกล่าว)
กำไรปกติไตรมาส 1/69 คิดเป็นสัดส่วนราว 24% ของกำไรทั้งปี เราจึงคงประมาณการกำไรปี 69 ของเราที่ 4,056 ล้านบาท (-9% YoY)
เบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 2/69 ที่ระดับ 600-800 ล้านบาท ลดลงทั้ง QoQ และ YoY เพราะถูกกดดันจาก 1) ปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม Yunlin ในไต้หวัน 2) รายได้ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน QPL ในฟิลิปปินส์ที่ลดลง ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ (รับรู้ผลกระทบของสัญญาฉบับใหม่เมื่อปลายเดือน ต.ค. 68) 3) ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้า Paju ES ที่ลดลง ตาม Spark Spread ในตลาดเกาหลีใต้ที่ลดลง และ 4) ปริมาณน้ำในลาวที่ลดลงจากปีก่อน (ปริมาณน้ำในปีก่อนสูงกว่าปกติ)
คงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 69 ที่ 127.50 บาท/หุ้น มี Upside เหลือเพียง 9.4% โดยเรามองว่าการฟื้นตัวของราคาหุ้นในระยะสั้น-กลางจะยังคงถูกจำกัดจากกำไรปกติไตรมาส 1/69 ที่ออกมาต่ำกว่าคาดและกำไรไตรมาส 2/69 ที่ยังไม่เด่น รวมถึงแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีของเฟดและธปท. จึงคงคำแนะนำ “TRADING”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ค. 69)





