เสียงเด็กไทยสะท้อนนโยบาย TCAS70 เท่าเทียม วอนกระจายศูนย์สอบกระดาษ

หลังจาก ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศแนวทาง “TCAS70 เท่าเทียม” หวังอุ้มนักเรียนและผู้ปกครอง ลดภาระค่าใช้จ่ายและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้ามหาวิทยาลัย ด้านโลกออนไลน์ขานรับเชิงบวก ดันกระแสศึกษาพุ่งกว่า 2.4 ล้านเอ็นเกจเมนต์ โดยเทรนด์หลักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเยาวชนบน TikTok มากที่สุด
จากการเก็บข้อมูลบล็อกและโซเชียลมีเดียโดยบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ระหว่างวันที่ 26 เมษายน ถึง 12 พฤษภาคม 2569 พบว่านโยบายใหม่นี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเสียงสะท้อนส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ปลดล็อกค่าสอบฟรี: ชื่นชมลดรายจ่าย แต่หวั่นศูนย์สอบ ตจว. ไม่ทั่วถึง
นโยบายเปิดให้สอบ TGAT/TPAT ฟรีทุกวิชา และ A-Level ฟรีสูงสุด 7 วิชา ได้รับเสียงสนับสนุนสูงถึง 52% โดยกลุ่มตัวอย่างมองว่าเป็น “นโยบายเปลี่ยนชีวิต” ที่ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวที่มีรายได้น้อยอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลใจเล็กน้อย (4%) เรื่องความพร้อมของศูนย์สอบข้อสอบกระดาษในต่างจังหวัดว่าจะกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่จริงหรือไม่ รวมถึงกลุ่มเด็กสายผสมที่อาจต้องสอบเกิน 7 วิชา ซึ่งยังคงมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินอยู่
2. คุมสัดส่วนรอบพอร์ต: สกัด ‘รวยชนะเลิศ’ แต่กลัวระบบกลางกั้นไอเดีย
ทปอ. ปรับเกณฑ์ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยลดสัดส่วนรอบ Portfolio เหลือเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 30 พร้อมยกเลิกการบังคับส่งงานวิจัยตีพิมพ์เพื่อแก้ปัญหา “รอบวัดฐานะ” และผลักดันระบบมาตรฐานกลาง “TCASFolio” ขึ้นมาทดแทน
กระแสตอบรับในเรื่องนี้เห็นด้วย 49% ว่าช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการจ้างทำพอร์ตราคาแพง แต่เยาวชนอีก 7% แสดงความกังวลว่าระบบ TCASFolio ที่เป็นแพลตฟอร์มกลาง อาจจำกัดความคิดสร้างสรรค์และการนำเสนอเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเด็กบางคณะ เช่น สายศิลปะหรือสถาปัตยกรรมศาสตร์
ขณะเดียวกัน ในมุมมองของนักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ระบบจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แต่การลดค่าสมัครอาจนำไปสู่พฤติกรรม “เลือกเผื่อ” หรือกั๊กที่นั่ง ซึ่งอาจส่งผลให้คะแนนขั้นต่ำในบางคณะปรับตัวเฟ้อขึ้น นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนผู้ใช้งานอีกกว่า 44% ที่ยังคงสงวนท่าทีและเฝ้ารอการประกาศรายละเอียดในภาคปฏิบัติอย่างเป็นทางการ เพื่อประเมินว่า “TCAS70” จะสามารถสร้างความเท่าเทียมได้จริงตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่
ท้ายที่สุด TCAS70 ไม่ใช่ทั้งจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของเส้นทางการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แต่เป็นเพียง “ระบบกลาง” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถของเด็กนักเรียนที่มีความหลากหลาย การจะปรับให้ระบบนี้ดีขึ้นและเท่าเทียมจึงควรเกิดจากวงจรของการ “รับฟัง-ปรับ และรับฟังอีกครั้ง” อย่างต่อเนื่อง และเสียงของเด็ก ๆ บนโซเชียลมีเดีย คือข้อมูลที่มีค่าที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 พ.ค. 69)