ปชป. เดินหน้าแก้รธน.-ตั้งสสร. ไม่แตะหมวด 1-2 พร้อมยื่นสอบผลประโยชน์ทับซ้อน “ศักดิ์สยาม”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวนเสียง สส.ไม่เพียงพอตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยลำพัง จึงได้เจรจาประสานงานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพื่อร่วมมือกันผลักดันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเตรียมยื่นร่างร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีกรอบสาระสำคัญ 3 ประการ

  1. ที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ต้องกระจายตัว กำหนดให้สภาร่าง สสร. มาจากการคัดเลือก และมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยกลไกการโหวตเลือกในรัฐสภา จะต้องออกแบบให้เกิดการกระจายสัดส่วน ไม่ให้กลุ่มทุนหรือเสียงข้างมากในสภาฯ เข้าควบคุมหรือผูกขาด สสร.ได้
  2. ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนต่อความมั่นคงของรัฐ และความรู้สึกของสังคม
  3. ปรับปรุงกระบวนการลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญในชั้นรัฐสภา หลังจากที่ สสร. ยกร่างเสร็จสิ้น เพื่อให้กลไกประชาธิปไตยเดินหน้าได้โดยไม่ถูกกลุ่มเสียงข้างน้อยที่มีเงื่อนไขพิเศษ ใช้อำนาจยับยั้งจนร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องตกไป

ส่วนการตรวจสอบความโปร่งใส นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คณะทำงานกฎหมายของพรรค ได้ตรวจสอบมติและการแถลงข่าวของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ระบุว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ไม่ได้จงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ และไม่ได้แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง

“พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต มีผลผูกพันทุกองค์กร และได้ชี้ชัดไว้แล้วว่า พฤติการณ์ของนายศักดิ์สยาม เข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 ในเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ดังนั้น สส. พรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เข้าชื่อกันเพื่อยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการไต่สวน และวินิจฉัยความผิดในประเด็นนี้ต่อไป ตามบรรทัดฐานทางกฎหมาย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ฟื้น กม.ภาคประชาชนชน สัปดาห์เดียว 5 ฉบับ ทั้ง “PRTR-แรงงาน-สภา SME-กองทุน อสม.”

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ “ไม่ยืนยัน” ร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ค้างมาจากสภาชุดก่อน ส่งผลให้ความพยายามของภาคประชาชนต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ ซึ่งในสัปดาห์นี้ สส. ของพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายเหล่านั้นกลับเข้าสู่ระเบียบวาระของสภาอีกครั้ง โดยหยิบยกเอาเนื้อหาที่ผ่านการเคาะจากชั้นกรรมาธิการวิสามัญชุดก่อน ซึ่งเป็นจุดสมดุลระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ มาปัดฝุ่นและยกระดับให้เข้มข้นขึ้น ประกอบด้วย

  1. ร่าง พ.ร.บ.รายงานและเปิดเผยข้อมูล การปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ร่างฉบับของพรรคประชาธิปัตย์ จะใช้เนื้อหาเดิมที่ได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคประชาชน และภาคธุรกิจ แต่จะมีการปรับลดระยะเวลาบทเฉพาะกาลให้สั้นลง จาก 5 ปี เหลือ 2 ปี เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไทย ให้สอดรับกับเกณฑ์ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ตามหมุดหมายของประเทศ
  2. ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มุ่งเน้นการขจัดปัญหาการเลือกปฏิบัติในสถานประกอบการทุกรูปแบบ โดยจะนำร่างที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว มาปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานยุคใหม่
  3. ร่างกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อยกระดับและรับรองสถานะทางกฎหมาย กำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณ และสิทธิประโยชน์ของแนวหน้าสุขภาพ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ เพิ่มกลไก “กองทุนสวัสดิการ อสม.” เข้าไปในร่างกฎหมาย เพื่อสร้างหลักประกันชีวิตที่มั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากกฎหมายเยียวยาภาคประชาชนแล้ว นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า พรรคได้จัดทำร่างกฎหมายที่เป็นเสาหลักนโยบายของพรรคเสร็จสิ้น และพร้อมยื่นต่อสภาอีก 2 ฉบับ คือ

  1. ร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ปรับปรุงกติกาให้หน่วยงานรัฐ ต้องจัดทำและจัดเก็บข้อมูลอยู่ในรูปแบบดิจิทัล (Digitalization) เพื่อความโปร่งใส และเอื้อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูล (Open Data) พร้อมกระชับกระบวนการอุทธรณ์ในกรณีที่รัฐปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลให้รวดเร็ว และเป็นธรรมยิ่งขึ้น
  2. ร่าง พ.ร.บ.สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สภา SME) จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศในการคานอำนาจ และเจรจาต่อรอง พร้อมบรรจุบทบัญญัติบังคับให้รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม SME ไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การกำหนดสัดส่วนโควตาในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ค. 69)