
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร [CPF] กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจในปี 69 แม้ว่าจะยังมีความท้าทายจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่บริษัทก็ยังให้ความสำคัญด้านการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานของธุรกิจเพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ด้วยการยกระดับการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งเดินหน้าออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าและผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้จะสามารถสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้กับบริษัท โดยมั่นใจว่าจะสามารถทำให้ยอดขายในปี 69 เติบโตได้ราว 5% ตามเป้าหมาย
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบหลัก ๆ ต่อค่าขนส่งสินค้าให้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ตลาดหลักที่บริษัทส่งสินค้าไปขายไม่ได้อยู่ในบริเวณที่เกิดสงครามโดยตรง ทำให้มีผลกระทบค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะอังกฤษและญี่ปุ่น อาจมีค่าใช้จ่ายด้านขนส่งที่เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังไม่ได้หนักมาก ขณะที่แนวโน้มของสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น การโจมตีเริ่มลดลง จึงคาดหวังว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวและมีแนวโน้มลดลงในที่สุด
แต่ก็ยมรับว่าการกลับไปสู่ภาวะที่เหมือนกับก่อนช่วงเกิดสงครามอาจจะยังเป็นไปได้ยาก เพราะปัจจัยความไม่แน่นอนมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความเสี่ยงของคนทำธุรกิจและผู้บริโภค โดยตอนนี้ทุกประเทศมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด จากเดิมที่มองว่าการค้าโลกเป็นการค้าเสรี แนวคิดนี้คาดว่าจะหายไปภายในระยะเวลาอย่างน้อยกว่า 10-20 ปี กว่าโลกจะกลับมาคิดเรื่องการค้าเสรีเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางด้านอาหารมากขึ้นและหากประเทศไหนทำด้วยตัวเองไม่ได้ก็ต้องพาพันธมิตรที่ไว้ใจได้มาร่วมลงทุน ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมแม้จะมีน้ำหนักลดลงไป แต่ประเทศอื่นๆโดยเฉพาะในยุโรปยังคงไว้เหมือนเดิม แต่อาจมีขยับช่วงเวลาบ้างจากการเกิดวิกฤตต่างๆ
นายประสิทธิ์ กล่าวว่า แผนงานในขณะนี้บริษัทจะเพิ่มปริมาณการผลิตเนื้อไก่เพื่อการส่งออกมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมเนื้อไก่มีแนวโน้มการเติบโตได้ดี ทำให้ปริมาณการผลิตเนื้อไก่เพื่อการส่งออกอาจไม่เพียงพอในบางช่วง
ด้านทิศทางราคาเนื้อหมูในช่วงไตรมาส 2/69 เริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้น หลังจากซัพพลายลดลงจากการควบคุมปริมาณโดยหน่วยงานภาครัฐทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำให้คาดว่าจะเริ่มเห็นราคาเนื้อหมูฟื้นขึ้น ส่วนราคาเนื้อไก่อาจยังค่อนข้างผันผวน แต่ปริมาณการส่งออกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง สามารถช่วยชดเชยความผันผวนของราคาได้ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจของบริษัท
ล่าสุด CPF ยังตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารโลก ชู “Food Innovation for Wellness” ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2026 โดยได้นำการนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารมานำเสนอ โดยเฉพาะพันธกิจในการยกระดับ “ไก่ไทย” ให้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ (Space Food Safety Standard) ซึมชเป็นการสร้างชื่อเสียงให้ประเทยไทยในฐานครัวของโลก โดยชูผลิตภัณฑ์เด่น เช่น ไก่เบญจา และหมูชีวา ที่มีการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้เพื่อให้ไก่และหมูสุขภาพที่ดีจากภายใน เลี้ยงด้วยแฟลกซ์ซีดและโพรไบโอดิกส์ โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลงดการเลี้ยงดู ทำให้เนื้อไก่และหมูมีความนุ่มโดยธรรมชาติ พร้อมกับมีสารอาหารเช่น โอเมก้า 3 จากธรรมชาติมากกว่าปกติถึง 2.5 เท่านวัตกรรมเพื่อความหลากหลาย สะดวกสบาย และรสชาติที่ดีด้านนวัดกรรมสินค้า
บริษัทให้ความสำคัญกับผู้บริโภคทั่วโลก โดยที่อาหารที่ไม่ได้มีเพียงความอร่อยและปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังต้องสะดวก มีคุณค่าทางโภชนาการ และผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำนวัดกรรมเข้ามาประยุกตูในทุกๆขั้นตอนการผลิตอ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น สนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดี และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอทั่วโลก
นอกจากนี้ CPF ยังสามารถคว้ารางวัล THAIFEX-Anuga taste Innovation Show เป็นปีที่ 6 โดยปีนี้นำเสนอ “ไส้กรอกข้าวกะเพราไก่” ซึ่งได้นำเอกลักษณ์ของสตรีทฟู้ดอันดับ 1 ซึ่งมีกลิ่นหอมของใบกะเพรา ความเผ็ดร้อนแบบไทย และข้าวสวยเต็มเมล็ด มาพัฒนาเป็นไส้กรออร่อย สะดวก และรับประทานได้ทุกที่
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)





