นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังหารือกับนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถึงแนวทางแก้ปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) หลังจากที่ บจ.เอเชีย เอรา วัน (ในเครือ ซี.พี.) ส่งหนังสือขอยกเลิกสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และก่อนหน้านี้รฟท.ได้เจรจากับซี.พี.ขอให้ยกเลิกหนังสือขอเลิกสัญญา แต่ล่าสุดทางซี.พี.ยังได้ทำหนังสือมาอีกฉบับ เพื่อยืนยันการขอยกเลิกสัญญา
รมช.คมนาคม ย้ำว่า ในทางกฎหมายและสัญญาการร่วมลงทุนฯ การบอกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวโดยเอกชนนั้น ยังไม่เป็นผลสมบูรณ์ เนื่องจากเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญามีเงื่อนไขหลัก 4 ประการ คือ 1. เลิกสัญญาโดยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายคือทั้งรัฐและเอกชน 2. ยกเลิกโดยปริยาย 3. ศาลสั่งให้เลิก และ 4. ภาครัฐเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญา
ทั้งนี้ ในปัจจุบันยังไม่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้ การที่เอกชนส่งหนังสือมาจึงถูกมองว่าเป็นเพียงการ”รักษาสิทธิ” ในเชิงบริหารสัญญาเท่านั้น หากเอกชนดำเนินการใดๆ ที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด อาจนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนในอนาคต
นอกจากนี้ ในระหว่างที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินยังไม่ได้ข้อยุติ มี 2 ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ
1. ทางเอกชน มีท่าทีในการหยุดเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ได้หารือรฟท. จะต้องพยายามเจรจาให้ทางซี.พี.เดินรถต่อไปก่อน เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง และรัฐไม่เสียประโยชน์ แต่หากสุดท้ายเอกชนไม่เดินรถต่อ รฟท. จำเป็นต้องจัดหาผู้ให้บริการรายอื่นเข้ามาดำเนินการ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ และให้การเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ไร้รอยต่อ ทางรฟท.จะไปเร่งเจรจากับเอกชนในวันที่ 27 ส.ค. 69 เพื่อให้เกิดความชัดเจน
และอีกประเด็นคือ กรณีโครงการทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีน ช่วงสัญญา 4-1 ช่วงสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ดอนเมือง โดยสั่งการให้ รฟท. ไปเจรจากับเอกชน เพื่อขอปรับลดเนื้องาน ตัดส่วนงานนี้ออกมาให้รัฐดำเนินการเองก่อน ซึ่งแนวทางนี้อาจช่วยลดภาระทางการเงินของเอกชนและทำให้โครงการในภาพรวมเดินหน้าต่อได้ โดยไม่ถูกผูกโยงกันจนกลายเป็นปมปัญหาที่แก้ไม่ได้
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ในการเจรจาระหว่าง รฟท.และซี.พี.ในวันพรุ่งนี้ (27 ส.ค. 69) ผลการเจรจาที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ทั้งเรื่องการเดินรถและการปรับลดเนื้องาน จะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ. หรือ EEC) ต่อไป โดยรัฐบาลจะพยายามดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ และหากถึงที่สุดแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายและทางแพ่งที่อาจใช้เวลานาน เพื่อกำหนดว่าฝ่ายใดจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหากที่เกิดขึ้น
“ทางเอกชนยังยืนยันต้องการให้รัฐแก้ไขสัญญา จากเดิมที่เป็นรูปแบบก่อสร้างโครงการเสร็จสิ้นแล้วจึงเริ่มจ่ายเงิน เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบ “สร้างไปจ่ายไป” ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ จึงต้องหาทางแก้ปัญหาเร่งด่วนก่อน”
โดย คคฦ/รัชดา คงขุนเทียน





