
การซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) มักถูกมองเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทเห็นว่าหุ้นของตนมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน มีสภาพคล่องเพียงพอ และพร้อมนำเงินสดกลับมาสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นผ่านการเพิ่มกำไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE)
แต่กรณีของ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MINT กลับมีรายละเอียดที่น่าสนใจกว่าบริษัทอื่นๆ ที่เปิดโครงการซื้อหุ้นคืน
เมื่อย้อนดูเส้นทางของโครงการซื้อหุ้นคืนล่าสุด เริ่มต้นจากวงเงินเพียง 500 ล้านบาท ก่อนจะถูกขยายเป็น 5,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 8 วันทำการ
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 28 พ.ย.68 MINT ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินวงเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท จำนวนหุ้นที่ซื้อคืนไม่เกิน 23 ล้านหุ้น หรือประมาณ 0.41% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยกำหนดระยะเวลาซื้อผ่านระบบจับคู่อัตโนมัติ ระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ถึง 2 มิถุนายน 2569
แต่เพียง 8 วันทำการต่อมา (หลังวันที่ 28 พ.ย.68) บริษัทได้แจ้งปรับเพิ่มวงเงินโครงการจาก 500 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า พร้อมขยายจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนจาก 23 ล้านหุ้น เป็น 229 ล้านหุ้น คิดเป็นประมาณ 4.04% ของหุ้นทั้งหมด โดยยังคงใช้วิธีการซื้อและระยะเวลาดำเนินโครงการเดิม
การปรับเพิ่มวงเงินในลักษณะดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายมองว่าบริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าซื้อหุ้นคืนในวงเงินขนาดใหญ่ และถือเป็นหนึ่งในโครงการซื้อหุ้นคืนที่มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับหลายบริษัทในช่วงเวลาเดียวกัน
หลังเปิดโครงการซื้อหุ้นคืน หุ้น MINT ตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนับจากเปิดโครงการ (3 ธ.ค.68) ราคาอยู่ที่ 22.70 บาท จนไต่ระดับไปแตะจุดสูงสุดราว 27 บาท ในช่วงเดือน ก.พ.69 ซึ่งถือเป็นระดับสูงกว่าช่วงเริ่มต้นโครงการอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นราคาหุ้นเริ่มอ่อนตัวลง และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 21-23 บาท ตั้งแต่เดือน มี.ค.69 เป็นต้นมา ก่อนปิดโครงการซื้อหุ้นคืน (2 มิ.ย.69) อยู่ที่ระดับ 22.10 บาท
จุดที่น่าสนใจคือ แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 15-18% และกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียง หรือต่ำกว่า ช่วงก่อนการปรับขึ้นแรงหลังโครงการซื้อหุ้นคืนทำงาน แต่บริษัทกลับไม่ได้ใช้วงเงินที่เหลืออยู่เพื่อเข้าซื้อหุ้นคืนในปริมาณที่มากขึ้นแต่อย่างใด
จนเมื่อโครงการสิ้นสุดลง MINT แจ้งว่าบริษัทซื้อหุ้นคืนได้จำนวน 45,402,400 หุ้น คิดเป็น 0.80% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด หรือ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 1,047,832,640 บาท
หากเทียบกับวงเงินสูงสุด 5,000 ล้านบาทที่คณะกรรมการอนุมัติไว้ หมายความว่าบริษัทใช้เงินจริงเพียงประมาณ 20.8% ของวงเงินทั้งหมด ขณะที่วงเงินกว่า 3,952 ล้านบาท ไม่ได้ถูกนำมาใช้
ประเด็นที่น่าสนใจจึงไม่ใช่การที่บริษัทซื้อหุ้นคืนหรือไม่ เพราะบริษัทได้ดำเนินการซื้อจริง แต่เป็นช่องว่างระหว่าง “วงเงินที่ประกาศเพิ่ม” กับ “วงเงินที่ใช้จริง” ซึ่งแตกต่างกันอย่างมาก
คำถามที่เกิดขึ้นคือ หากสุดท้ายบริษัทใช้เงินจริงเพียง 1,047 ล้านบาท เหตุใดจึงต้องขยายวงเงินจาก 500 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 8 วันทำการ
ยิ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับราคาหุ้นตลอดโครงการ ยิ่งทำให้เกิดข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ช่วงที่หุ้นปรับตัวขึ้นไปแตะ 27 บาท บริษัทอาจมองว่าราคาสูงเกินกว่าจะเข้าซื้อหุ้นคืนจำนวนมาก แต่เมื่อราคาปรับฐานกลับลงมาอยู่บริเวณ 21-23 บาท และปิดโครงการที่ 22.10 บาท ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดค่อนข้างมาก และต่ำกว่าราคาวันเปิดโครงการเสียอีก แต่บริษัทก็ยังไม่ได้ใช้วงเงินส่วนใหญ่ที่เหลือเข้าซื้อหุ้นคืน
นั่นทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ระดับราคาบริเวณ 22 บาท ยังไม่ใช่ระดับที่บริษัทมองว่าน่าสนใจสำหรับการซื้อหุ้นคืน?
ส่วนแท้จริงแล้ววงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ขอประกาศขยายไว้ตั้งแต่แรก เป็นเพียงการเปิดเพดานสูงสุดเผื่อไว้ เพื่ออะไร?
อย่างไรก็ตาม โครงการซื้อหุ้นคืนของ MINT จึงอาจไม่ได้เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั่วไป เพียงเพราะขนาดของวงเงินที่ประกาศเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่ขออนุมัติ” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ในช่วงปลายปีก่อน
สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาของความที่ไม่สอดคล้องกันแบบงงๆ ให้กับนักลงทุนกันต่อไป
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มิ.ย. 69)





