พรรคส้ม เปิดรายละเอียดข้อกล่าวหาเอาผิด ป.ป.ช. ปัดตกคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน และ สว.กลุ่มอิสระ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ ตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ในคดีซุกหุ้นว่า ได้เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยาม ในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นในปี 2565 โดยชี้ให้เห็นว่าบริษัทฯ มีความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยามอย่างไร

ทั้งนี้ เมื่อ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง ตนจึงมี 3 ข้อที่พบเป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยของ ป.ป.ช.ได้แก่

1. การยุติเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ซึ่งเอกสารการแถลงของ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 23 เม.ย.69 กล่าวถึงการยุติเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยกล่าวอ้างถึงเพียงแค่กรณีการถือหุ้นห้างหุ้นส่วนเพียงเท่านั้น ประเด็นที่ ป.ป.ช. ไม่ได้กล่าวถึงคือ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.66 ตนได้ไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช.เรื่องเกี่ยวกับเงินให้กรรมการกู้ยืม โดยกรรมการที่กู้ยืมไปคือนายศักดิ์สยาม และมีการปรากฏอยู่ จนถึงเดือน ธ.ค.62 จำนวน 28 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังพบว่าเอกสารที่ หจก.บุรีเจริญฯ ยื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญปรากฏว่า เงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีเคยทวงถามไป และได้รับคำตอบกลับมาว่า ให้ขอคงไว้และจะดำเนินการปรับปรุงในภายหลัง

“ดังนั้นคำถามคือ ในเมื่อเอกสาร ป.ป.ช. กล่าวถึงเพียงการถือหุ้น แล้วคำร้องที่ให้ตรวจสอบเรื่องหนี้สินของนายศักดิ์สยาม ที่มีต่อ หจก.บุรีเจริญฯ แห่งนี้ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบหรือไม่ แล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไร” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

2. ในเอกสารชี้แจงของป.ป.ช.กล่าวถึงความผิดในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยให้เหตุผลแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1. ป.ป.ช. บอกว่า การที่นาย ศ.เป็นผู้ครอบครองหุ้น และดูแลบริหารกิจการ หจก.บุรีเจริญฯ จึงไม่ปรากฏว่า ยศักดิ์สยาม ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรง หรือสามารถใช้อำนาจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องหจก.บุรีเจริญฯ ดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา

แต่ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แค่ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ที่เข้ารับคู่สัญญารัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแลเกินที่กำหนด หรือเกิน 5% ก็ผิดแล้ว 2. ป.ป.ช.ระบุว่า ไม่ปรากฎว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะ รมว.คมนาคม เข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด วงเงินอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี

แต่ตนเจอเอกสารฉบับหนึ่ง ที่ ป.ป.ช.เคยทำอินโฟกราฟิก อธิบายเกี่ยวกับมาตรา 126 (2) แตกต่างจากกรณีของนายศักดิ์สยาม คือการถือหุ้น เป็นไปได้ว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ไปวินิจฉัยเลยว่า ตกลงแล้วนายศักดิ์สยาม ยังถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนว่า นายศักดิ์สยาม ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับข้อกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126(2) แม้แต่นิดเดียว

3. นับตั้งแต่ที่ตนไปยื่นคำร้องครั้งแรก กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในขณะนั้น ตนไม่เคยได้รับจดหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำหรือข้อมูลใด ๆ กับป.ป.ช.แม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าคำร้อง และไม่มีการยุติเรื่อง หรือคำร้องใด ๆ ไม่เคยได้รับการแจ้งให้ทราบเลย

“นี่จึงเป็นปัญหาในการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช.ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายใด หรือจะไต่สวนไปในทิศทางใด และเป็นปัญหาความโปร่งใสของป.ป.ช. ที่ไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณะทราบในระหว่างกระบวนการ และจบกระบวนการ แม้กระทั่งตัวผู้ร้องเอง ก็ไม่เคยได้รับแจ้งใด ๆ เลยทั้งสิ้น” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว

ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ย้ำเรื่องข้อพิรุธ 4 ข้อ ที่ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีของนายศักดิ์สยาม กล่าวคือ 1.ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง 2.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ควรใช้ในการพิจารณาคดีนี้ ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จที่มีข้อสงสัย หรือใบวางบิลที่มีข้อสงสัย เรื่องที่อยู่ของบริษัท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ป.ป.ช.จะปฏิเสธไม่ได้

3.มีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ และ 4. ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่เห็น ป.ป.ช. วินิจฉัยความผิดเรื่องการขัดการแห่งผลประโยชน์หรือไม่

“อดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุผลใด ป.ป.ช.ไม่วินิจฉัยเรื่องฐานความผิดการขัดการแห่งผลประโยชน์ หรือไม่วินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เป็นความพยายามในการปกป้องนายศักดิ์สยาม หรือช่วยน้ำเงินหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช.คงทราบดีว่า หากต้องวินิจฉัยในประเด็นความผิดนี้ หรือการครอบครองหุ้น ด้วยหลักฐานทั้งหมดนั้น ป.ป.ช. คงไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากการวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าว และกระทำความผิดตามพ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126” นายพริษฐ์ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 มิ.ย. 69)