โบรกเกอร์ประสานเสียงเชียร์ “ซื้อ” บมจ.ซีพี ออลล์ [CPALL] หลังปลดล็อกปัจจัย Overhang สำคัฐมื่อผู้ถือหุ้นพร้อมใจกันโหวตคว่ำแผนส่ง 3 บริษัทย่อยเข้าไปรวมกับกลุ่มธุรกิจการเงิน Virtual Bank เครือซีพี
พร้อมทั้งมองว่า CPALL จะได้รับอานิสงส์เต็มสูบจากการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ถึงไตรมาส 3/69 แม้เผชิญปัจจัยกดดันชั่วคราวจากต้นทุนพลังงานและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่ร้านสะดวกไม่ได้เข้าร่วม แต่จากสภาพอากาศร้อนจัดยาวนานกว่าปกติผลักดันยอดขายสาขาเดิม (SSSG) พุ่ง สวนทางภาพรวมกลุ่มค้าปลีกที่เข้าสู่ Low Season
ราคาหุ้น CPALL ล่าสุด (14.10 น.)อยู่ที่ 45.50 บาท ลดลง 0.25 บาท (-0.55%)

| โบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น) |
|---|---|---|
| อินโนเวสท์ เอกซ์ | Outperform | 65.00 |
| โกลเบล็ก | ซื้อ | 65.00 |
| ฟินันเซีย ไซรัส | ซื้อ | 63.00 |
| หยวนต้า | ซื้อ | 62.00 |
| ซีจีเอสฯ | ซื้อ | 61.50 |
| ทิสโก้ | ซื้อ | 61.00 |
| เคจีไอ | ซื้อ | 59.00 |
| กรุงไทย เอ็กซ์สปริง | Outperform | 47.00 |
นักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มีมุมมองเป็นบวกหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของCPALL มีมติไม่เห็นชอบให้ 3 บริษัทย่อยเข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank เป็นไปตามคาด ช่วยปลดล็อกประเด็น Overhang ที่สร้างความกังวลไปแล้ว
ขณะที่ราคาหุ้น CPALL ยังค่อนข้าง Laggard SET Index โดยภายหลังแจ้งผลการประชุมคณะกรรมการ CPALL เกี่ยวกับการโอน 3 บริษัทย่อย คือ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า [CPAXT] เข้าไปอยู่ในกลุ่ม virtual bank ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (เครือซีพี) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.69 ราคาหุ้นทรงตัว เทียบกับ SET ที่ +6%
นักวิเคราะห์ ระบุว่า การที่ผู้ถือหุ้นไม่เห็นชอบวาระสำคัญนี้ ทำให้โครงสร้างธุรกิจของ CPALL ยังเป็นไปตามเดิม และคงความเป็น Banking Agent ที่สามารถร่วมมือกับทุกธนาคารได้ รวมถึงไม่ต้องรับความเสี่ยงการรับรู้ผลขาดทุนในช่วงแรกของธุรกิจ Virtual Bank
ด้านผลการดำเนินงานปกติของ CPALL ในไตรมาส 2/69 ยอดขายสาขาเดิมยังเติบโต YoY เนื่องจากในปีนี้สภาพอากาศร้อนมากกว่าปีที่แล้ว ช่วยเพิ่ม Traffic ให้กับร้านสะดวกซื้อได้เป็นอย่างดี และจะทำให้ CPALL โดดเด่นกว่าผู้ประกอบการรายอื่นที่เข้า Low season ของธุรกิจในไตรมาส 2 อีกทั้งบริษัทยังคงเป้าการขยายสาขาเฉลี่ย 700 แห่งต่อปีช่วยหนุนการเติบโตของรายได้
ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นยังมีโอกาสเติบโตได้ 10-20 bps YoY จากการเพิ่มอาหาร/เครื่องดื่มพร้อมทาน ขณะที่ผู้บริหารประเมินช่วงกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส อาจกระทบยอดขายชั่วคราวจากการที่บริษัทไม่ได้เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม เมื่อภาคการบริโภคโดยรวมดีขึ้นก็จะเป็นบวกต่อยอดขายบริษัทได้ในระยะถัดไป
สำหรับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางจะเห็นชัดขึ้นในไตรมาส 2/69 เราประเมินว่ายังอยู่ในระดับที่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งบริษัทมีการปรับกลยุทธ์ด้านขนส่ง ควบคุมการใช้ไฟฟ้าในร้าน อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง นอกจากนี้ ด้านบวกจากสงคราม คือ ประเด็นเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทำให้ซัพพลายเออร์ปรับขึ้นราคาขาย หนุน SSSG ให้เป็นบวกลดแรงกดดันด้านต้นทุน
คงประมาณการและคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 62 บาท เราคงมุมมองบวกต่อผลการดำเนินงานของ CPALL ในปี 69 คาดกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็น จะมีความผันผวนต่ำ และทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจได้ดี ปัจจุบันหุ้นซื้อขายบน PER26 เพียง 14x ต่ำกว่า -1.5SD ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ปัจจัย overhang ราคาหุ้น CPALL จากการเข้าร่วมกลุ่ม virtual bank จบลงแล้ว หลังจากผู้ถือหุ้นมีมติไม่อนุมัติแผนปรับโครงสร้างธุรกิจเมื่อวันที่ 29 พ.ค. ช่วยรักษาความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและไม่มีผลกระทบต่อกำไร
ขณะที่การขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. น่าจะช่วยสนับสนุน SSSG และมาร์จิ้น เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงที่สุดในกลุ่มค้าปลีก ด้วยกำไรที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น (+10% YoY ในปี 2569 เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ +5%) และ valuation ที่มี discount (PE ปี 69 อยู่ที่ 13.8 เท่า เทียบกับบริษัทในกลุ่มเดียวกันที่ 15 เท่า)
CPALL จึงยังคงเป็นหุ้นที่น่าสนใจ เราคงคำแนะนำ OUTPERFORM ให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 569 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 65 บาท (WACC 7.3%, อัตราการเติบโตระยะยาว 1.5%)
ปัจจัยกระตุ้น
1. จบ overhang ประเด็น virtual bank ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. สำหรับกระบวนการยื่นขออนุญาตจัดตั้ง virtual bank นั้น ผู้ขอจัดตั้งจะต้องปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรวมธุรกิจทางการเงินทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การควบคุมมาอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน โดยแยกออกจากธุรกิจนอกภาคการเงิน เพื่อให้กำกับดูแลความเสี่ยงของธุรกิจทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันไม่ให้ virtual bank เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจในเครือทั้งในและนอกภาคการเงินอย่างไม่เหมาะสม ในการนี้ ผู้ขอจัดตั้งอาจดำเนินการได้หลายแนวทาง ได้แก่
1. โอนเฉพาะธุรกิจทางการเงิน (ไม่จำเป็นต้องโอนมาทั้งกิจการ) ให้เข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจเดียวกันกับ virtual bank
2. ลดสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อไม่ให้มีอำนาจควบคุม
3. คืนใบอนุญาตทางการเงินที่ไม่มีนัยสำคัญ
4. ปรับโครงสร้างรูปแบบอื่นให้สอดคล้องกับเกณฑ์ที่ ธปท. กำหนด หรือ
5. ยื่นขออนุญาตโดยไม่ปรับโครงสร้างธุรกิจพร้อมให้เหตุผลความจำเป็นประกอบการพิจารณา
ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ผู้ถือหุ้นของ CPALL มีมติไม่อนุมัติหลักการให้โดนทั้ง 3 บริษัทย่อยเข้าไปอยู่ในกลุ่ม virtual bank ของเครือซีพี ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วยต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน (ไม่นับคะแนนเสียงของผู้มีส่วนได้เสีย) โดยมีผู้ถือหุ้นโหวตไม่เห็นด้วย 96.41% งดออกเสียง 3.42% และเห็นด้วยเพียง 0.17%
เรามองว่าข่าวนี้เป็นการจบ overhang ประเด็น virtual bank ที่กดดันราคาหุ้น CPALL โดยนับจากที่มีกระแสข่าวนี้ออกมาเมื่อวันที่ 17 เม.ย. ราคาหุ้น CPALL ทรงตัว แต่ underperform SET อยู่ 6% ทั้งนี้ การคงสถานะการเป็น banking agent จะช่วยรักษาความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ สนับสนุนการเป็นพันธมิตรแบบเปิดกว้างกับธนาคารหลายแห่ง และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายใต้โครงสร้างกลุ่มธนาคาร ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อประมาณการกำไรของเรา
ปัจจัยกระตุ้น 2 การขยายเวลาที่อนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเทศไทยได้ขยายเวลาที่อนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยอนุญาตให้ขายได้ต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 11.00 น.ถึงเที่ยงคืนทั่วประเทศ ยกเลิกข้อจำกัดเดิมที่ห้ามขายในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ที่ใช้มาอย่างยาวนาน หลังทดลองใช้นโยบายใหม่มา 180 วันนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.68 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย และสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวและการบริการ คาดว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้แก่ร้านอาหาร บาร์ และผู้ประกอบการค้าปลีก
CPALL มีแนวโน้มได้รับประโยชน์รายหลักภายในกลุ่มค้าปลีก เนื่องจากยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คิดเป็นสัดส่วนเลขหลักเดียวระดับสูงของยอดขายรวม สูงสุดเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในกลุ่มเดียวกัน การขยายเวลาจำหน่าย (+23%) น่าจะช่วยผลักดันให้ SSS และมาร์จิ้นดีขึ้น ได้รับแรงหนุนจากยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาร์จิ้นสูงที่เพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ปัจจัยกระตุ้น 3 Valuation น่าสนใจเมื่อเทียบกับการเติบโตและหุ้นในกลุ่มเดียวกัน CPALL มีแนวโน้มที่จะรายงานกำไรเติบโตโดดเด่นที่ 10% YoY ในปี 69 (เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 5% YoY) ได้รับแรงหนุนจากยอดขายของธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อ (CVS) ที่แข็งแกร่งและการขยายตัวของมาร์จิ้น ปัจจุบันหุ้น CPALL ซื้อขายที่ PE ปี 69 ที่ 13.8 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 15 เท่า
ส่วน บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์ฯยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ CPALL และมองว่าราคาหุ้นที่อาจปรับตัวลงจาก SSSG ที่ลดลงในไตรมาส 2-3/69 จะเป็นโอกาสเข้าสะสม ระยะสั้นนักลงทุนอาจลังเล เนื่องจาก SSSG QTD ในไตรมาส 2/69 ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) ดูจะต่ำกว่า +1.9% ในไตรมาส 1/69 แม้จะได้แรงหนุนจากอากาศร้อน
นอกจากนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจกดดันยอดขายของ CVS เพิ่มเติม มองว่าโครงการนี้น่าจะส่งผลกระทบมากกว่า “คนละครึ่งพลัส” ที่ออกมาในช่วงปลายปี 68 จากขนาดที่ใหญ่กว่าและระยะเวลานานกว่า
ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านต้นทุน (ต้นทุนบรรจุภัณฑ์, โลจิสติกส์ และค่าไฟฟ้า) จะส่งผลลบต่อ sentiment เช่นกัน อย่างไรก็ตาม มองปัจจัยเหล่านี้เป็นแค่ปัจจัยลบชั่วคราว ไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มในระยะกลางของ CPALL โดยโครงการร่วมจ่ายของภาครัฐมีระยะเวลาจำกัด และไม่คิดว่าจะมีเฟสถัดไปจากข้อจำกัดด้านการคลัง ส่วนต้นทุนที่สูงขึ้นอาจกดดันกำไรในไตรมาส 2-3/69 แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าจะไม่อยู่ในระดับสูงตลอดไป
บวกกับ CPALL ยังมีเครื่องมือที่ช่วยป้องกันอัตรากำไรไได้ ดังนั้น แม้กำไรในระยะสั้นจะน่าผิดหวัง แต่ราคาหุ้นน่าจะปรับลงไม่มากและแค่ในช่วงเวลาสั้น เชื่อว่านักลงทุนควรมองข้ามแรงกดดันชั่วคราวและหันไปเน้นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งหลังจากนี้ อย่างไตรมาส 4/69 ที่จะได้ประโยชน์จากฐานต่ำจากโครงการ “คนละครึ่ง” ช่วงปลายปี 68 และในปี 70 ที่น่าจะได้ประโยชน์จากฐานต่ำช่วงโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในปี 69
เชื่อว่าตลาดยังคงประเมินความสามารถของ CPALL ในการสร้างรายได้จากเครือข่ายร้าน 7-Eleven ผ่านการจัดโปรโมชั่นของซัพพลายเออร์ต่ำเกินไป โดยในช่วงที่การบริโภคซบเซาเจ้าของแบรนด์สินค้ามีแนวโน้มจะเลือกทุ่มงบทำโปรโมชั่นผ่านช่องทางที่มีการเข้าถึง, การมองเห็น และสามารถแปลงเป็นยอดขายได้มากที่สุด ซึ่งเครือข่ายร้าน 7-Eleven ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศทำให้ CPALL ได้เปรียบในเรื่องนี้อย่างชัดเจน จึงช่วยหนุนให้สัดส่วนรายได้อื่น/รายได้จากการขายของ CVS เพิ่มจาก 6.0-6.1% ในปี 61-62 เป็น 6.4-6.6% ในปี 68-ไตรมาส 1/69 ดังนั้น หากรายได้จากโปรโมชั่นที่ได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์เริ่มถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้หลักไม่ใช่แค่รายได้เสริมของธุรกิจค้าปลีก เชื่อว่า CPALL อาจมีการประเมินมูลค่าสูงขึ้น
ทั้งนี้ แม้จะปรับลดสมมติฐาน SSSG ในปี 69 สะท้อนผลกระทบจากโครงการร่วมจ่ายของภาครัฐ แต่รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นทำให้ปรับประมาณการกำไรในปี 69-71 ขึ้น 2.8-6.3% ส่งผลให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 61.50 บาท นอกจากนี้ ยังแนะนำ “ซื้อ” CPALL เพราะบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ดังนั้น หากราคาหุ้นปรับตัวลงจากปัจจัยลบในระยะสั้น มองว่าเป็นโอกาสเข้าสะสมหุ้น
ทั้งนี้ มองว่า CPALL มี downside risk หาก SSSG ของ CVS อ่อนตัวกว่าคาดและต้นทุนเพิ่มสูงกว่าคาด ส่วนปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนคือ การที่แรงกดดันด้านต้นทุนลดลงและรายได้อื่นเติบโตสูงขึ้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มิ.ย. 69)





