
เมื่อเวลา 10.05 น. JAS พุ่ง 12.93% เพิ่มขึ้น 0.15 บาท มาที่ 1.31 บาท มูลค่าการซื้อขาย 249.64 ล้านบาท
MONO บวก 8.60% เพิ่มขึ้น 0.08 บาท มาที่ 1.01 บาท มูลค่าการซื้อขาย 38.62 ล้านบาท
บล.กรุงศรี ประเมินข่าว บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล [JAS] บรรลุถ่ายทอดลิขสิทธิ์บอลโลก 2026 เป็นบวก อิงการประเมินของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดหนุนเม็ดเงินเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจ 6.86 หมื่นล้านบาท คิดเป็นราว 0.4% ของ GDP เป็นบวกต่อหุ้นอิงภายในประเทศ ได้แก่ ค้าปลีก ธนาคาร เช่าซื้อ
แต่กลุ่มหุ้นที่น่าจะได้ประโยชน์ชัดเจนจะอยู่ในส่วนเจ้าของลิขสิทธิ์รายการ JAS และช่องถ่ายทอด MONO ขณะที่การบริโภคเพิ่มขึ้นช่วงถ่ายทอดสด โดยเฉพาะหลายคู่แข่งขันช่วงดึก 23.00 น.ถึงเช้ามืด 2.00-5.00 น. CPALL ที่อำนวยความสะดวกเปิด 24 ชม.ช่วงเวลาถ่ายทอดบางส่วนเช้ามืด-สาย คาดว่าการรับชมผ่านมือถือเพิ่มขึ้นหนุนยอดใช้งาน ADVANC (+โอกาส Partner JAS เจ้าของลิขสิทธิ์), TRUE
กลยุทธ์หากมีความชัดเจนลิขสิทธิ์ แนะนำ CPALL, ADVANC, TRUE ยังลงทุนได้ แต่ระยะสั้นเน้น ADVANC
ขณะที่ บล.ลิเบอเรเตอร์ ระบุว่า เช้านี้หุ้น JAS ปรับตัวขึ้น โดยราคาเคลื่อนไหวบริเวณ 1.32 บาท เพิ่มขึ้นราว 13.79% พร้อมมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่าปกติ ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ คือกระแสข่าวเกี่ยวกับ ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ในประเทศไทย ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมธุรกิจคอนเทนต์ แพลตฟอร์มสื่อ และโอกาสในการสร้างรายได้จากโฆษณาหรือพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงในระยะสั้น สะท้อนความคาดหวังของตลาดไปบางส่วนแล้ว นักลงทุนจึงควรติดตามรายละเอียดอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ เช่น ต้นทุนการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ รูปแบบการถ่ายทอด การสร้างรายได้ และผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท
โดยสรุป การปรับตัวขึ้นของ JAS ในเช้าวันนี้เกิดจากแรงตอบรับต่อประเด็นข่าวเชิงบวก แต่การประเมินมูลค่าหุ้นในระยะถัดไป ควรพิจารณาจากความชัดเจนของรายได้ ต้นทุน และกำไรที่จะเกิดขึ้นจริง
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้น จุดคุ้มทุนของ JAS ในการคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกครั้งนี้ ราคาซื้อคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 500-600 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากฐานราคาแพ็กเกจเดิมที่ 299 บาท โดยการประเมินบนสมตติฐานที่จะต้องรักษาฐานลูกค้าให้อยู่ในระบบราว 700,000-800,000 ราย จากฐานลูกค้าทั้งหมดที่มีอยู่ 1.7 ล้านราย
ทั้งนี้ หากต้นทุนลิขสิทธิ์จริงต่ำกว่าตัวเลขดังกล่าว หรือบริษัทสามารถปรับเพิ่มราคาแพ็กเกจขึ้นได้โดยไม่ส่งผลกระทบ และจะถือเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการ แต่หากต้นทุนสูงกว่านี้อาจทำได้เพียงเสมอตัวหรือส่งผลลบ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ เม็ดเงินสนับสนุนจากผู้สนับสนุนหลัก (Sponsorship) ว่าจะเข้ามาช่วยอุดหนุนต้นทุนส่วนนี้ได้มากน้อยเพียงใด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มิ.ย. 69)





