
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบ 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) รวมจำนวน 5 โครงการ เป้าหมาย 11.50 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวม 59,467 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 49,275.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 10,192.58 ล้านบาท ได้แก่
(1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณรวม 41,483.33 ล้านบาท จำแนกเป็น (1) วงเงินสินเชื่อ 34,275.00 ล้านบาท (2) วงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท (แหล่งเงิน งบ ม.28)
(2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 15,000.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท (แหล่งเงิน งบ ม.28)
(3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564.00 ล้านบาท (แหล่งเงิน คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.))
(4) โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680.00 ล้านบาท (งบกลางฯ)
(5) โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84.00 ล้านบาท (แหล่งเงิน คชก.)
2. เห็นชอบขอขยายกรอบวงเงิน “โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69” โดยขอเพิ่มวงเงิน จากเดิม 37,906 ล้านบาท (ครม.อนุมัติ 19 ส.ค.68) เพิ่มเป็น 39,753 ล้านบาท วงเงินส่วนต่าง 1,846 ล้านบาท สำหรับจ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น 233,729 ครัวเรือน โดยขอใช้เงินจาก ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ
3. เห็นชอบหลักการประกันภัยข้าวนาปี 2569 รัฐ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อุดหนุนเบี้ยเกษตรกร 10 ไร่ โดยขอให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พิจารณาจัดทำรายละเอียดให้ชัดเจน ก่อนเสนอ นบข.อีกครั้ง
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์ข้าวโลก ข้าวไทย โดยแนวโน้มการส่งออกข้าวไทย พบว่าการส่งออกข้าวของไทยยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกข้าวไทยไปตลาดสำคัญอย่างอิรัก สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569
อย่างไรก็ดี แนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้สร้างความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความต้องการบริโภคข้าวสูง แต่ไม่สามารถเพาะปลูกได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ส่งผลให้นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น
รวมทั้งยังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องจากประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก จึงคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปัจจัยผลกระทบของเอลนีโญที่ส่งผลให้หลายประเทศ ผู้นำเข้าข้าวเริ่มสำรองข้าวเพิ่มขึ้น
“รองนายกฯ ศุภจี ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ ผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด จึงมอบหมายให้กรมการข้าว เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกำชับให้การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น พิจารณาตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ไม่จำกัดเฉพาะข้าวโพด โดยต้องสอดคล้องกับการใช้น้ำ ปุ๋ย ความต้องการของตลาด และเป็นไปตามความสมัครใจของเกษตรกร
ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ยังคงปลูกข้าว ต้องส่งเสริมการใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีมูลค่าเพิ่มต่อไร่ และมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งพัฒนาระบบไซโลและพื้นที่จัดเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ และสร้างความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์อย่างยั่งยืนในระยะยาว” น.ส.รัชดา กล่าว
นางศุภจี ระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง รวมสภาวะอากาศที่คาดการณ์ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเอลนีโญ ที่จะส่งผลต่อผลผลิตของเกษตรกร
ด้วยประเด็นปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงต้องมาทบทวนมาตรการที่มีอยู่ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยต้องดูแลทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เรื่องของการรวบรวม การขายและการตลาด โดยเน้นใน 3 เรื่อง คือ 1. การบริหารจัดการราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2. เพิ่มศักยภาพของการแข่งขันของข้าวไทย ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์ 3. สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มิ.ย. 69)




