ครม.ไฟเขียว 1.2 พันลบ. พัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับเขตศก.พิเศษชายแดน เสริมความมั่นคงพลังงาน

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 ภายในวงเงินลงทุน 2,150 ล้านบาท เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การลงทุนใหม่ และการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า โครงการดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 4 ปี คาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2572 แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ 96 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์ในประเทศพร้อมก่อสร้าง 2,054 ล้านบาท

สำหรับพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จะมีการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ เส้นทางตาก 2 – แม่สอด จำนวน 2 วงจร ระยะทางประมาณ 81.90 กิโลเมตร พร้อมขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูงตาก 2 และแม่สอด เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และเตรียมรองรับการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต

ส่วนพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร จะมีการตัดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ ธาตุพนม-มุกดาหาร ลงที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 พร้อมขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง และปรับปรุงระบบควบคุมป้องกันที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน และเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แม่สอดและมุกดาหาร ซึ่งเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญในการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อเสนอแนะให้ กฟผ. ดำเนินโครงการด้วยความรอบคอบ เปิดกว้างให้มีการแข่งขันในการจัดซื้อจัดจ้าง บริหารความเสี่ยงด้านการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโครงการ รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมตามรายงาน EIA และ IEE อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่แนวระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้เพียงพอ มั่นคง และทันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โครงการนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน รองรับพลังงานหมุนเวียน เพิ่มศักยภาพพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และสนับสนุนการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน” น.ส.ลลิดา กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มิ.ย. 69)