“อนุทิน” ลุยวาระแห่งชาติ ปราบสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ เด็ดหัว 70 บอส ยึดทรัพย์กว่า 2.4 หมื่นล้าน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และวงจรเครือข่ายนอมินีต่าง ๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบ และสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง จึงได้มีการยกระดับการดำเนินงาน พร้อมประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเป็น “วาระแห่งชาติ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากที่เดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจังในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าการกระทำผิดลดลงไปเกือบ 60% เราก็ต้องทำให้มันหมดไปมากที่สุดเท่าที่ทำได้

ส่วนการปราบปรามนอมินีนอกเหนือจากที่ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานีแล้ว จะดำเนินการในทุกจังหวัดอย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกจังหวัดตื่นตัวในเรื่องนี้ หากจังหวัดใดยังปล่อยให้มีเรื่องนี้เกิดขึ้น จะถือว่าเป็นประสิทธิภาพการทำงานล้มเหลว และรัฐบาลจะหาคนใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเข้าไปแทน

“ตรงไหนมีการกระทำเช่นนี้ ก็ดำเนินการทั้งหมด ชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ เชียงราย มีหมด ซึ่งการที่เราดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง มีการลงไปพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ ก็จะมีการตื่นตัวในทุกจังหวัด ถ้าจังหวัดไหนยังปล่อยให้มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งที่ทราบว่า รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้แล้ว ก็ถือว่าเป็นความล้มเหลวทางประสิทธิภาพการทำงาน เมื่อมีความล้มเหลว เราก็ต้องหาคนที่มีประสิทธิภาพเข้าไปทำงานแทน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

พร้อมย้ำว่า จะไม่มีการเตือนกลุ่มนอมินี หรือผู้มีอิทธิพลใดๆ ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำผิด ก็จะจับกุม รวมทั้งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการยึดทรัพย์ การเนรเทศ รวมถึงขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าประเทศด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 15 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภาคสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งยกระดับการช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติ ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งรัดแก้ไข โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย และรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้การดำเนินงานจะต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งในและนอกพื้นที่ หรือแม้แต่ในหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” จึงทำให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิด และสามารถรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล เป็นหลักการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อปราบปรามการใช้กลไก หรืออำนาจในทางมิชอบอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลไม่ยอมรับการกระทำผิดและการทุจริตทุกรูปแบบ

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทย ได้รับการประเมินและจัดอันดับด้านความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมระหว่างประเทศต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย

“รัฐบาลยืนยันเจตนารมณ์ในการเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยถือเป็นวาระสำคัญของชาติ รวมทั้งผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามผู้กระทำผิด และขยายผลเครือข่าย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อคุ้มครองพี่น้องประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ” นายกรัฐมนตรี ระบุ

เด็ดหัว 70 บอสสแกมเมอร์! เปิดปฏิบัติการยึดทรัพย์ 2.4 หมื่นล้าน

ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.68 – มิ.ย.69) โดยแบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท 2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยดำเนินการปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท และ 3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย

ส่วนการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ ในช่วง 9 เดือน ปราบอาชญากรรมออนไลน์เด็ดขาด คดีลด 69.2% ความเสียหายลด 87.3% ยึดทรัพย์ 2.4 หมื่นล้าน ตำรวจรุกทุกด้านป้องกัน สกัดเงิน สืบสวนจับกุมสลายบัญชีม้าสาวถึงบอสสั่งการ บล็อก 3 แสนเบอร์อันตราย ปิดกั้น 122,840 เว็บโกง รู้ตัวตามรวบ 70 บอสระดับสั่งการ จับแล้วกว่า 30,000 รายเครือข่ายสแกมเมอร์ ทลายฐานหลอกลวงแนวชายแดน ขณะที่เข้มตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ตำรวจเปิดปฏิบัติการล้างบางต่อเนื่องจากพะงันสู่ภูเก็ต ยึดคืนที่ดิน 172 แปลง จับแล้ว 65 ราย พบ 1,450 บริษัทส่อเข้าข่ายนอมินี

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งขับเคลื่อนในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั้ง 2 ด้าน อย่างเร่งด่วน พร้อมดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยมีศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. รับหน้าที่ผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. จัดตั้ง “ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ACSC” ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อมุ่งตัดวงจรเครือข่ายแก๊ง สแกมเมอร์อย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติตลอดระยะเวลา

จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยสถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่าจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลง 69.2% และมูลค่าความเสียหาย ลดลง 87.3% เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงานของศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ

“ศูนย์ ACSC ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่องกว่า 9 เดือนที่ผ่านมา ทั้งการสืบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำผิด จนนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การติดตามและอายัดทรัพย์สิน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และคืนความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เฝ้าระวังและยับยั้งไม่ให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อ ผ่านการทำงานแบบเรียลไทม์ของเจ้าหน้าที่จากหลายภาคส่วน รวมไปถึงการกำหนดมาตรการสำคัญอื่น ๆ เพื่อลดโอกาสการเกิดอาชญากรรม และลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด” ผบ.ตร. ระบุ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 มิ.ย. 69)