นายกฯ สั่งหาวิธียกเลิกผลสอบขรก.ท้องถิ่น แม้บรรจุไปแล้ว ชี้เป็น “ผลไม้พิษ” ลั่นไม่กลัวถูกฟ้อง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล หลังจากที่มีข่าวกระบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ของกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการประชุมว่า วันนี้เชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาร่วมประชุม เพื่อรับฟังที่มา และสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และยึดทรัพย์สิน

นอกจากนี้ จะมีเรื่องของการลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงมหาดไทย และต้องไม่จบที่กรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น เพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งอาจจะมีเหนือขึ้นไปกว่านั้น โดยจะต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ตลอดจนแนวทาง แผนงานที่จะต้องดำเนินการต่อไป และหากมีความชัดเจน ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะต้องไปหาวิธีการยกเลิกการสอบบรรจุ แม้ว่าจะมีการประกาศผลสอบไปแล้วก็ตาม

“ในเมื่อที่มา เป็นผลไม้พิษ หรือมีที่มาที่ไม่ถูกต้อง ทุกอย่างจะต้องถูกดำเนินการ ใครเดือดร้อนก็ไปไล่บี้กันเอาเอง จะมาใช้หลักบรรจุไปแล้ว แต่ที่มาของการสอบนั้นผิดกฎหมาย ก็จะต้องมีการยกเลิก”นายกรัฐมนตรี กล่าว

พร้อมยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาฟ้อง เพราะหากดำเนินการสืบสวนสอบสวน และดำเนินคดีทุกอย่างเรียบร้อย มีคำพิพากษาและมีหลักฐานยืนยันว่ามีความผิด คนที่มาจากกลไกนี้ ถือว่าไม่มีคุณสมบัติ

“ต้องเล่นแบบนี้ ผมจะไม่รับ หากมีใครเสนอขึ้นมาว่า มันผ่านไปแล้ว ให้มันผ่านไป แบบนี้ไม่ได้ เพราะมาจากการกระทำที่ทุจริต”นายอนุทิน กล่าว

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ได้ชมเชยการทำงานของทุกหน่วยงานในการป้องกันปราบปรามที่ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเฉียบขาด และไม่มีข้อมูลรั่วไหล ซึ่งทำตาม MOU ที่ได้เซ็นไว้ก่อนหน้านี้หลายหน่วยงานที่จะร่วมกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด และได้เห็นว่าตั้งแต่ระดับรองผู้กำกับ ได้เข้าไปดำเนินการด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ โดยไม่หวาดหวั่นต่ออิทธิพลใด ๆ

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การกระทำทุจริตนี้ หากเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงไปถึงใคร ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง หรือท้องถิ่น ก็ขอให้เร่งดำเนินการ ซึ่งทราบว่ามีข้าราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ๆ เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์ให้ดำเนินการกับผู้ที่ถูกสงสัย หรือผู้ถูกกล่าวหา ว่าได้กระทำความผิด ต้องพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ให้เร็วที่สุด

“คำว่าเร็วที่สุด กระทรวงมหาดไทยเข้าใจดี ขอให้พวกเราทุกคนช่วยกัน เรื่องนี้เป็นเหตุอุกอาจ และทำลายความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ถ้าเราให้ข้าราชการที่จะมาปกครองประเทศ มาบริหารประเทศเริ่มจากการที่ทุจริตตั้งแต่วันแรก และคนที่ตั้งใจสอบ ตั้งใจดี กลับไม่ได้ เพราะมีคนพวกนี้เข้ามาแทรก และที่ชั่วกว่านั้น คือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ปล่อยให้เกิดกระบวนการนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องป้องกันปราบปรามและดำเนินคดี ไม่ให้เกิดขึ้นอีก”นายอนุทิน กล่าว

พร้อมยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นการทำร้ายประเทศและขายชาติ ขอให้พวกเราทุกคนเชื่อว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ จะไม่มีใครปกป้องใครได้

“หลังจากนี้ไป จะขอหุบปาก และฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่จะรายงานทั้งแผนงานและการดำเนินคดี ซึ่งทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่การย้ายคนออกแล้วจบ”นายกรัฐมนตรี กล่าว

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่มีการบุกจับขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น จะกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการที่ไทยการจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD หรือไม่นั้น มองว่า การจับกุมขบวนการนี้ได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการเปิดโปงขบวนการดังกล่าว ทำให้การวางระบบในอนาคตได้ทำอย่างถูกต้อง และไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำขึ้นอีก

นายปกรณ์ ได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปจับกุมขบวนการดังกล่าว รวมถึงมีการขยายผล เพื่อจะได้หาทางปิดช่องโหว่ให้ได้มากที่สุด และเมื่อเราเป็นสมาชิก OECD หรือองค์การระหว่างประเทศใด ๆ จะได้มีความเชื่อมั่นว่าไทยมีความโปร่งใสในการทำงานจริง ๆ และมีระบบตรวจสอบได้

ส่วนการควบคุมดูแลการจัดสอบบรรจุข้าราชการไม่ให้เกิดทุจริต ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า ได้กำชับให้วางระบบให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เข้ามาใช้ในการสอบ ที่จะต้องเป็นระบบปิดเพื่อไม่ให้มีการแก้ไขข้อมูลที่ดำเนินการไปแล้วได้ แต่ถ้าหากออกแบบเป็นระบบเปิด จะทำให้สามารถเข้าไปดูแลข้อมูลย้อนหลังได้ ซึ่งจะทำให้มีปัญหา โดยได้กำชับให้ไปดูแลตรวจสอบในกรณีลักษณะเช่นนี้ให้รัดกุม

ทั้งนี้ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ระบบการสอบบรรจุข้าราชการของ ก.พ. ต่างจากระบบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งเป็นคนละระบบกัน และในเบื้องต้นได้รับรายงานว่าจาก ก.พ.ว่าไม่มีช่องโหว่ในการทุจริต เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มิ.ย. 69)