
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ช่วงดึกเพื่อปิดฉากการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ต้องล่าช้ากว่ากำหนดการเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ขณะที่เนื้อหาในสุนทรพจน์เป็นการผสมผสานระหว่างการยกย่องความสำเร็จและความแข็งแกร่งของชาวอเมริกัน ควบคู่ไปกับวาทกรรมทางการเมืองที่ดุเดือดเกี่ยวกับภัยคุกคามทางอุดมการณ์ที่เขามองว่าประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยเขาได้ใช้โอกาสนี้โจมตีกลุ่มคู่แข่งทางการเมืองภายในประเทศ โดยเรียกว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์
“คืนนี้พวกเรามารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองหนึ่งในหมุดหมายที่น่ายินดีและรุ่งโรจน์ที่สุดตลอดกาล” ทรัมป์กล่าวกับผู้เข้าร่วมงาน ณ ลานเนชันแนล มอลล์ (National Mall) โดยเขายืนอยู่บนเวทีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ระหว่างอนุสาวรีย์วอชิงตันและอนุสรณ์สถานลินคอล์น
ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐฯ ในตอนนี้ดีกว่าที่เคยเป็นมา ก่อนที่จะเริ่มกล่าวสุนทรพจน์เพื่อแสดงความรำลึกถึงเหล่าบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ และหลักการแห่ง “ชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข” รวมถึงบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิพลเมือง (Bill of Rights) ในรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้ยกย่องความสำเร็จของชาวอเมริกันในด้านเทคโนโลยี การคมนาคม และการสำรวจอวกาศ โดยใน ช่วงหนึ่งของการแถลง นักบินอวกาศจากองค์การนาซา (NASA) จำนวน 4 คน ซึ่งเป็นลูกเรือในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) ได้ขึ้นมาร่วมบนเวทีกับเขาด้วย
บนเวทียังขนาบข้างด้วยธงชาติหลายผืนจากช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ตั้งแต่ธงในยุคสงครามปฏิวัติอเมริกาที่เชื่อกันว่าเคยโบกสะบัดในสมรภูมิซาราโตกาและยอร์กทาวน์ ไปจนถึงธงที่เคยอยู่บนเครื่องบินของพี่น้องตระกูลไรต์
“ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1776 จนถึงปัจจุบัน ทุกที่ที่ธงชาติอเมริกันโบกสะบัด มันคือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง ความชอบธรรม และความหวัง เพราะนั่นคือสิ่งที่เราชาวอเมริกันเป็น” ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ยังได้กล่าวยกย่องทหารผ่านศึกจากหลายยุคสมัยตลอดทั้งคืน พร้อมทั้งพูดถึง “จิตวิญญาณที่ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้” ซึ่งช่วยสร้าง “กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และทบทวนถึงชัยชนะต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ในอดีต
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคำพูดรักชาติที่คุ้นเคย ทรัมป์ได้สอดแทรกคำเตือนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “ความชั่วร้ายของคอมมิวนิสต์” ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่
“นักรบของเราไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในสมรภูมิต่าง ๆ ทั่วโลก เพียงเพื่อจะปล่อยให้ภัยคุกคามนั้นกลับมาเผชิญหน้ากับเราอีกครั้งในอเมริกา” ทรัมป์กล่าว “เราต้องการหยุดยั้งภัยคุกคามเช่นนั้นในทันทีและก่อนที่มันจะเริ่มต้นขึ้น”
“มันเหมือนกับโรคมะเร็ง คุณต้องตัดมันออกไป และคุณต้องตัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว” ทรัมป์กล่าวเสริม
วาทกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงสุนทรพจน์ของทรัมป์ที่ภูเขารัชมอร์ในคืนก่อนวันฉลองครบรอบ 250 ปี ซึ่งในตอนนั้นเขาได้กล่าวข่มขู่เป็นนัยไปยังกลุ่มความเคลื่อนไหวทางสังคมนิยมประชาธิปไตยและกลุ่มก้าวหน้าที่กำลังเติบโตขึ้นทั่วประเทศ
เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะ ฮิลล์ (The Hill) รายงานว่า ในบางช่วง ประธานาธิบดีได้ปรับน้ำเสียงจนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา (State of the Union) มากกว่าสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติ โดยเขาใช้โอกาสนี้ผลักดันกฎหมาย SAVE America Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่กำหนดให้มีบัตรประจำตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งและหลักฐานแสดงความเป็นพลเมืองทั่วประเทศ รวมถึงการจำกัดการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ เพื่อเป็นแนวทางในการ “รักษาความยิ่งใหญ่ของอเมริกาไว้”
ทั้งนี้ การกล่าวสุนทรพจน์ของทรัมป์ต้องล่าช้ากว่ากำหนดการไปมากกว่าหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากสภาพอากาศที่รุนแรง โดยเขาใช้เวลาพูดเพียงประมาณ 30 นาที ซึ่งสั้นกว่าที่เคยประกาศไว้เมื่อต้นสัปดาห์ว่าเขาจะกล่าว “สุนทรพจน์ที่ยาวมาก”
ผู้เข้าร่วมงานหลายพันคน ซึ่งหลายคนต้องรอคอยเป็นเวลาหลายชั่วโมงท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด ได้รับการอพยพออกจากลานเนชันแนล มอลล์ เมื่อพายุฝนฟ้าคะนองเริ่มพัดเข้ามาหลังเวลา 19.00 น. ไม่นาน ทำให้ต้องเข้าไปหลบฝนในอาคารของรัฐบาลและพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียนที่อยู่ใกล้เคียง จนกระทั่งประตูงานเปิดอีกครั้ง
“ถ้าคุณคิดว่านั่นเป็นเรื่องง่าย มันไม่ใช่เลย” ทรัมป์กล่าวในช่วงเปิดสุนทรพจน์ “แต่ไม่มีทางที่อะไรจะมาขัดขวางพวกเราได้”
ภายในงานยังมีกลุ่มพันธมิตรของประธานาธิบดีเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก รวมถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ท็อดด์ บลานช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, มาร์กเวย์น มัลลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ, โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เคลลี ลอฟเฟลอร์ ผู้บริหารสำนักบริหารธุรกิจขนาดย่อม และ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ
นอกจากนี้ เมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซึ่งเดินขึ้นเวทีพร้อมกับสามี รวมถึงสมาชิกในครอบครัวทรัมป์อีกหลายคน ก็ได้เข้าร่วมในพิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท





