EEC ปรับสเกลเหลือ “รถไฟความเร็วปานกลาง” เชื่อม 3 สนามบิน หลังยุติไฮสปีดเทรน

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544 ล้านบาท ว่า สกพอ. และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มีการหารือร่วมกันถึงกรณีที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้และสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรฟท. กับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี.) ผู้รับสัมปทานมีอันต้องสิ้นสุดลง แต่ระบบรถไฟเชื่อม 3 สนามบินยังต้องมี

ดังนั้น จะต้องหาโครงการที่จะมาทดแทน และสามารถดำเนินการได้เร็ว เพราะตอนนี้ สนามบินอู่ตะเภาเมืองการบินเริ่มดำเนินการแล้ว และประเมินว่าหากยังเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิม จะต้องดำเนินการประมูลใหม่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี และค่าก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

จากการหารือร่วมกับ รฟท. ได้หลักการร่วมกันว่า จะมีการปรับรูปแบบการเชื่อมระหว่าง 3 สนามบิน จากรถไฟความเร็วสูง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดย รฟท.จะต้องปรับปรุงด้านโยธาโครงสร้างพื้นฐานของเส้นทางรถไฟสายตะวันออกขนาด 1 เมตรที่มีปัจจุบัน และอาจต้องปรับยกระดับในบางช่วง เพื่อแก้ปัญหาจุดตัดกับถนน เพื่อให้สามารถรองรับรถไฟความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ และติดระบบไฟฟ้าไปถึงอู่ตะเภาสำหรับขบวนรถที่เป็นระบบไฟฟ้า ซึ่งวิธีนี้ ทำได้เร็วและสามารถเปิดเดินรถได้ใน 4 ปี ใกล้เคียงกับการเปิดใช้สนามบินอู่ตะเภาเมืองการบิน

“รูปแบบนี้ สามารถทำได้เร็ว และใช้เงินลงทุนต่ำกว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีกรอบวงเงินโครงการในส่วนที่รัฐจะต้องทยอยจ่ายค่าร่วมลงทุนงานโยธา ตามเงื่อนไขเดิม รัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงรวมเป็นเงิน 149,650 ล้านบาท คาดว่าใช้สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางรถไฟขนาด 1 เมตร จากหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา และติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าเหนือหัวแล้ว ยังเหลือสำหรับขยายทางรถไฟไปถึงระยองได้อีก” นายจุฬา กล่าว

พร้อมระบุว่า รถไฟเชื่อม 3 สนามบินโมเดลใหม่ จะเปลี่ยนจากโครงการเดิมที่ต้องก่อสร้างโครงสร้างทางใหม่ ก่อสร้างสถานีใหม่ทั้งหมด มาเป็นการใช้ทางรถไฟที่มีอยู่ โดยนำมาบูรณาการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เริ่มจากดอนเมืองเข้ามาที่บางซื่อ จะใช้โครงข่ายรถไฟสายสีแดง , ช่วงจากบางซื่อ-พญาไท รฟท.ต้องเร่งรัดโครงการสายสีแดง (Missing Link) ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก ซึ่งช่วงนี้มีแอร์พอร์ตเรลลิงก์ร่วมด้วย จากพญาไท- มักกะสัน -สุวรรณภูมิ แต่แอร์พอร์ตลิงก์มีขนาดราง 1.435 เมตร

ดังนั้น รฟท.อาจต้องพิจารณาว่าจะปรับปรุงเพิ่มรางขนาด 1 เมตรเข้าไปด้วยได้หรือไม่ เพื่อให้รถไฟสีแดงวิ่งเข้าสู่มักกะสันไปจนถึงสุวรรณภูมิ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารต้องเปลี่ยนระบบหลายครั้ง ขณะที่แอร์พอร์ตลิงก์เองก็ถึงเวลาที่ต้องซ่อมบำรุงใหญ่แล้วด้วย ส่วนจากสุวรรณภูมิไปอู่ตะเภา ปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟทางคู่สายตะวันออกอยู่แล้ว

สำหรับรูปแบบการเดินรถจะมี 2 แนวทาง คือ 1. เปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุนบริหารจัดการเดินรถ รูปแบบ PPP Net Cost หรือ 2. ให้เอกชนเช่าใช้ราง โดยรฟท.คิดค่าใช้ประโยชน์ราง (Access Charge) ซึ่งดำเนินการได้แล้วตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ซึ่งเอกชนที่สนใจรวมถึง บริษัท เอเชีย เอรา วัน ยังสามารถเข้าร่วมประมูลแข่งขันได้เช่นกัน เพราะการสิ้นสุดสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย และจะสามารถมีบริการรถไฟหลากหลายทั้ง รถไฟฟ้าชานเมือง (Commuter train) ,รถไฟในเมือง (Urban Train) และรถไฟระหว่างเมือง (Intercity Train) สามารถจัดขบวนรถธรรมดาที่จอดทุกสถานี หรือรถด่วนที่จอดบางสถานี

“ยืนยันโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง -สุวรรณภูมิ -อู่ตะเภา) ยังต้องมีต่อไป แม้ต้องสิ้นสุดสัญญากับซี.พี.เพียงแต่จะต้องปรับวิธีดำเนินการ เพราะโครงการนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ในการเชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ EEC สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตามแนวเส้นทางตั้งแต่ กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ศรีราชา พัทยา ชลบุรี และยังใช้ประโยชน์พื้นที่เวนคืน บริเวณฉะเชิงเทราเป็นเดปโป้ได้” นายจุฬา กล่าว

นายจุฬา กล่าวว่า ในการประชุมร่วม 3 ฝ่าย ระหว่าง สกพอ. รฟท.และ บริษัทเอเชีย เอราวัน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ได้หารือร่วมกันแล้วว่า หากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ.(บอร์ดอีอีซี) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธาน พิจารณาแล้ว ไม่เห็นชอบเรื่องแก้ไขสัญญา และเมื่อโครงการไม่คุ้มค่าไม่สามารถไปต่อได้ ในขั้นตอนต่อไป คือ ทางเอกชนสามารถใช้สิทธิ์แจ้งสิ้นสุดสัญญาได้

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า หากต้องสิ้นสุดสัญญากับ ซี.พี. ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเปิดประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินใหม่หรือไม่ ซึ่งกรณีไม่เปิดประมูลใหม่เพราะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี มีแนวทางการพัฒนารถไฟสายตะวันออก ขึ้นมารองรับการเดินทางสู่อีอีซี และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งปัจจุบันเส้นทางรถไฟสายตะวันออกจากกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา เป็นรถไฟทางคู่แล้ว

ส่วนจากศรีราชา-จุกเสม็ด (ใกล้สนามบินอู่ตะเภา) ยังเป็นทางเดี่ยว โดยมีรถไฟโดยสารบริการ วันจันทร์-ศุกร์ 1 ขบวน/วัน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ มีบริการ 2 ขบวน /วัน ซึ่งความจุทางยังรองรับขบวนรถได้อีกมาก

โดย คคฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด