
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจของออสเตรเลียปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ลดน้อยลง หลังมีการทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองฝ่ายกลับมาปะทะกันอีกครั้งอาจทำให้การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ
เวสต์แพค แบงกิง คอร์ป (Westpac Banking Corp.) เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (14 ก.ค.) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคออสเตรเลียปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1% สู่ระดับ 83.9 จุดในเดือนก.ค.
ขณะที่ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจซึ่งจัดทำโดยเนชันแนล ออสเตรเลีย แบงก์ (NAB) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจปรับตัวขึ้น 9 จุด สู่ระดับ -5 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเดือนที่สาม
NAB ระบุในแถลงการณ์ว่า ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในเดือนมิ.ย. เนื่องจากในช่วงเดือนที่มีการสำรวจนั้น ข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้น นอกจากนี้ ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าภาพรวมของต้นทุนและราคายังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ โดยการเติบโตของทั้งต้นทุนการจัดซื้อและราคาผลผลิตยังคงชะลอตัวลง จากที่เคยพุ่งสูงขึ้นในเดือนมี.ค.
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคออสเตรเลียอาจพลิกกลับมาย่ำแย่ลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน และปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะเรียกเก็บเงินชดเชยในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จำเป็นในการดำเนินภารกิจดังกล่าว
ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





