
กมธ.การสาธารณสุข แฉขบวนการกลุ่มทุนต่างชาติแจ้งเกิดเท็จสวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือเคส “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” ลุกลามโรงพยาบาลเอกชนแล้วอย่างน้อย 8 แห่ง โดยพบการสวมสิทธิ์ในพื้นที่ กทม. ยืนยันแล้ว 32 ราย และเข้าข่ายเสี่ยงอีกกว่า 500 ราย ด้านกระทรวงมหาดไทย เตรียมขยายผลตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี หวั่นถูกใช้เป็นนอมินีถือครองทรัพย์สินและเอื้อประโยชน์ข้ามชาติ
นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุม กมธ. กรณีการตรวจสอบขบวนการแจ้งเกิดเท็จ เพื่อสวมสิทธิ์สัญชาติไทย หรือเคส “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” ของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยระบุว่า กมธ. สธ. ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เข้ามาชี้แจงรายละเอียดความคืบหน้าคดี
นายสกลธี กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีไปแล้ว 2 ล็อต โดยล็อตแรกเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา มีการออกหมายจับ 35 ราย แบ่งเป็นพ่อสัญชาติไทย 14 ราย แม่สัญชาติจีน 14 ราย และผู้ร่วมกระบวนการ ส่วนล็อตที่สองเมื่อวันที่ 15 ก.ค ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 40 ราย
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีโรงพยาบาลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 8 แห่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ อาจมีโรงพยาบาลของรัฐอาจเข้ามาข่าย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องการดำเนินการดังกล่าว เพียงแต่ผลการสืบสวนสอบสวนยังสืบไปไม่ถึง
“กมธ. สธ. มองว่าการปราบปรามไม่ควรหยุดอยู่แค่การจับกุม ปรับ หรือจำคุกเฉพาะผู้กระทำผิดรายคนเท่านั้น แต่ต้องขยายผลถอนรากถอนโคนไปถึงตัวการใหญ่และเครือข่ายข้ามชาติ เช่นเดียวกับคดีกัญชาที่เคยแถลงไปก่อนหน้านี้” นายสกลธี กล่าว
นายสกลธี กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุดเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบฐานทะเบียนราษฎร์ พบเคสที่ยืนยันแล้วว่าเป็น “พ่อทิพย์” ถึง 32 ราย อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 45 ราย และเข้าข่ายน่าสงสัยอีกมากถึง 556 ราย ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง ทำให้ กมธ. สธ. จึงมีหนังสือถึงกรมการปกครอง เพื่อขอข้อมูลตรวจสอบย้อนหลังไป 15 ปี ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งเชื่อว่าในต่างจังหวัดจะมีตัวเลขผู้กระทำผิดไม่แพ้กัน
นอกจากนี้ กมธ. สธ. จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานข้อมูลไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยทราบข้อมูลในภาพรวม เพื่อตรวจสอบว่าเด็กที่ถูกสวมสิทธิ์เหล่านี้มีการทำหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว หรือยังคงอาศัยอยู่ในประเทศไทย เพื่อถือครองทรัพย์สินและสิทธิ์ต่าง ๆ แทนคนชาติหรือไม่ และต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการค้ามนุษย์หรือการเอื้อประโยชน์สัญชาติ
นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังพบข้อมูลจากภาคประชาชนว่า ทุกวันนี้ยังคงมีการโฆษณาขาย “แพ็กเกจคลอดบุตรพร้อมบริการแจ้งเกิด” ผ่านระบบ QR Code อย่างเปิดเผย ซึ่ง กมธ. สธ.ได้ส่งมอบหลักฐานดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปสืบสวนต่อแล้ว
สำหรับช่องโหว่ของปัญหานี้ เกิดจาก 2 จุดหลัก คือ
1. รูรั่วจากโรงพยาบาล ในการออกเอกสารรับรองการเกิด ซึ่ง กมธ.สธ. จะออกหนังสือเรียกรายชื่อโรงพยาบาลทั้งหมดมาสอบขยายผล
2. รูรั่วจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือสำนักงานเขต ที่รับจดทะเบียน โดยปัจจุบัน กระทรวงมหาดไทย ได้แก้ไขระเบียบการเปิดช่องให้อำนาจดุลยพินิจแก่นายทะเบียนในการสั่งตรวจ DNA พ่อแม่ หากเกิดข้อสงสัย อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมาย และการตรวจ DNA ยังมีราคาสูงถึง 3,500-10,000 บาท ซึ่งตกเป็นภาระของผู้ร้อง ดังนั้น กมธ.สธ. จะนำประเด็นดังกล่าวไปหารือเพื่อผลักดันในข้อกฎหมายด้านสาธารณสุข เพื่ออุดช่องโหว่ทั้งระบบต่อไป
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน





