World Today: ประเด็นข่าวต่างประเทศน่าติดตามวันนี้

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกในวันนี้ (14 ส.ค.) ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดปรับตัวขึ้นเมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตลาดได้แรงหนุนจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและมีความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. นอกจากนี้ แรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการชะลอตัวลงของราคาน้ำมันยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาด

    ทั้งนี้ ดัชนี Kospi ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดพุ่งขึ้น 2.7% สู่ระดับ 6,995.67 จุด ส่วนดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดบวก 0.7% สู่ระดับ  68,811.17 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

  • สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรแบบคิดตามมูลค่า (ad valorem) ในอัตรา 10-100% สำหรับโดรนที่นำเข้า รวมถึงชิ้นส่วนและส่วนประกอบของโดรน ตามประกาศที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ลงนามเมื่อวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.)

  • ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียเดินทางเยือนเกาะเอโทโรฟุในวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) ซึ่งเป็นการเยือนหมู่เกาะที่รัสเซียยึดครองและญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปูตินเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยระบุว่าการเดินทางเยือนดังกล่าวเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

    หมู่เกาะดังกล่าว ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่า ดินแดนทางเหนือ (Northern Territories) และรัสเซียเรียกว่า หมู่เกาะคูริลตอนใต้ (Southern Kurils) เป็นศูนย์กลางข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างสองประเทศมาอย่างยาวนาน

  • ศูนย์บัญชาการกลาง คาตัม อัล-อันบิยา ซึ่งเป็นกองบัญชาการหลักของอิหร่าน แถลงเมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) ว่า ไม่มีเรือพาณิชย์หรือเรือบรรทุกน้ำมันลำใดสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกองกำลังติดอาวุธอิหร่าน และจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ในอนาคต

    เอบราฮิม ซอลฟาการี โฆษกกองบัญชาการ กล่าวว่า เช่นเดียวกับในอดีต ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมและการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ของอิหร่าน พร้อมปฏิเสธคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่ว่า เรือต่าง ๆ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ โดยกล่าวว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็น “เรื่องเท็จและไม่มีอะไรนอกจากคำโกหก”

  • นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักกับคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.และต.ค. โดยจะเลื่อนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นเดือนธ.ค. หลังการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ต่ำกว่าคาด และตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาดเมื่อวานนี้ (13 ส.ค.)

    ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 65.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 45.0% ในสัปดาห์ที่แล้ว

  • เบธ แฮมแมค ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวว่า เธอยังคงมีความเห็นว่า เฟดควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยทันที เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังสูงเกินไป และชะลอการขยายตัวและการลงทุนของภาคธุรกิจ

    แฮมแมคกล่าวว่า “เมื่อดิฉันพูดคุยกับภาคธุรกิจ ดิฉันได้ยินว่าบรรดาธุรกิจต่าง ๆ มีความกระตือรือร้นที่จะระดมทุน และต้องการกู้ยืมเงินเพื่อที่จะเดินหน้าลงทุนต่อไป พวกเขามองเห็นโอกาสในการเติบโต ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี และดิฉันก็ต้องการให้พวกเขายังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโตต่อไป แต่หากการเติบโตนั้นมีมากเกินไป ก็อาจหมายความว่าการเติบโตดังกล่าวกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อการปรับตัวขึ้นของราคา และนั่นก็จะเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากขึ้น”

  • ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบน Truth Social เรียกร้องให้พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตร่วมกันผลักดันร่างกฎหมาย Sunshine Protection Act หลังจากที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา

    ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดให้ใช้เวลาออมแสง (Daylight Saving Time หรือ DST) เป็นการถาวร โดยชาวอเมริกันจะไม่ต้องปรับเวลาปีละสองครั้งอีกต่อไป

  • กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิตประจำเดือนก.ค. เมื่อวานนี้ (13 ส.ค.)

    ทั้งนี้ ดัชนี PPI ทั่วไป (Headline PPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.7% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.9% จากระดับ 5.5% ในเดือนมิ.ย.

    ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน (Core PPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.2% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 4.7% ในเดือนมิ.ย.

  • กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น 9,000 ราย สู่ระดับ 209,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 205,000 ราย

    ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ทรงตัวที่ระดับ 199,000 ราย

  • ข้อมูลและเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญในวันนี้ (14 ส.ค.)

    อียูเปิดเผยดุลการค้าเดือนมิ.ย. และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569 (ประมาณการครั้งที่ 2)

    สหรัฐฯ เปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนส.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

 โดย กัลยาณี ชีวะพานิช