
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ใช้แล้ว ย่านถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดยบูรณาการทำงานร่วมกับกรมการปกครองในการตรวจใบอนุญาตค้าของเก่า และกรมการขนส่งทางบกในการตรวจสอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์
การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการสานต่อนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากรถมือสองถือเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ที่อยากมีรถหรือจำเป็นต้องใช้ประกอบอาชีพ แต่ยังไม่พร้อมซื้อรถใหม่ป้ายแดง ซึ่งผู้บริโภคไม่ควรถูกเอารัดเอาเปรียบจากการปิดบังข้อมูลหรือทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะปัญหาที่มีการร้องเรียนมายัง สคบ. มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.การริบเงินจองหรือเงินมัดจำโดยไม่คืนเงิน 2.การปรับแก้ไขระยะทางบนมาตรวัด (กรอไมล์) และ 3.ข้อมูลรถไม่ตรงกับเล่มทะเบียนจนไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้
สคบ. มุ่งเน้นไปที่ 3 จุดสำคัญ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบมากที่สุด ประกอบด้วย:
1. การแสดงฉลากสินค้าควบคุม: ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก (มีผลบังคับใช้เมื่อ 31 มี.ค. 69) กำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วและรถ EV ใช้แล้ว ต้องแสดงฉลากภาษาไทย ขนาดตัวอักษรไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร รวม 18 รายการ เช่น ยี่ห้อ, รุ่น, ปีที่ผลิต, เลขทะเบียน, เลขตัวรถ, เลขเครื่องยนต์, ระยะทางที่ใช้แล้ว, ลำดับเจ้าของ, ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ (ชน ไฟไหม้ น้ำท่วม), ภาระผูกพัน, เงื่อนไขการรับประกัน, ชื่อ-ที่อยู่ผู้ขาย และราคา โดยหากรายการใดไม่มีต้องระบุว่า “ไม่มี” ทั้งนี้ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ใช้แล้ว ต้องระบุเพิ่มอีก 4 รายการ ได้แก่ ประเภทรถ EV, กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า, ประเภทแบตเตอรี่ และเงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่
2. หลักฐานการรับเงิน: ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2550 ร้านค้าต้องออกหลักฐานให้ผู้บริโภคทันทีที่รับชำระเงิน ไม่ว่าจะจ่ายเต็มจำนวนหรือบางส่วน โดยต้องระบุรายละเอียดสำคัญครบถ้วน ทั้งข้อมูลผู้ซื้อ-ผู้ขาย, รายละเอียดรถ, ระยะทาง, ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์, วันส่งมอบรถและเล่มทะเบียน รวมถึงต้องมีข้อความรับรองว่า หากไม่สามารถโอนทะเบียน, ส่งมอบรถไม่ได้ หรือมีการบอกเลิกสัญญาโดยไม่ใช่ความผิดของผู้ซื้อ ร้านค้าจะต้องคืนเงินทั้งหมด
3. สัญญาขายรถยนต์ใช้แล้ว: ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา พ.ศ. 2562 สัญญาต้องทำเป็นภาษาไทยจำนวน 2 ฉบับที่มีข้อความตรงกัน และมอบให้ผู้ซื้อทันทีหลังเซ็นสัญญา
ซึ่งกฎหมายให้สิทธิผู้บริโภคในการ “บอกเลิกสัญญา” ได้ใน 4 กรณี คือ 1.ร้านค้าปรับราคารถสูงขึ้นจากที่ตกลงกันไว้ 2.ไม่ส่งมอบรถภายในเวลาที่กำหนด 3.ส่งมอบรถที่มีรายละเอียดไม่ตรงตามสัญญา (รวมถึงเลขไมล์ไม่ตรง) และ 4.ไม่สามารถโอนทะเบียนเป็นชื่อผู้ซื้อได้
ทั้งนี้ เมื่อผู้บริโภคบอกเลิกสัญญาด้วยเหตุข้างต้น ร้านค้าต้องคืนเงินและสิ่งที่รับไว้ทั้งหมดภายใน 15 วัน และห้ามระบุข้อความริบเงินในสัญญา เว้นแต่ผู้ซื้อจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง

สำหรับบทลงโทษ หากผู้ประกอบการไม่ติดฉลากหรือแสดงฉลากไม่ถูกต้อง จะมีโทษตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่จัดทำหรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินและสัญญา จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“รถมือสองไม่ใช่ของถูก จ่ายกันทีเป็นหลักแสน บางคนเก็บเงินมาทั้งชีวิตเพื่อรถคันเดียว พอเจอของไม่ตรงปกขึ้นมา คนซื้อเจ็บหนัก ดิฉันจึงต้องมาดูด้วยตัวเองให้แน่ใจว่า ทางเลือกนี้ปลอดภัยและเป็นธรรมจริง แค่ติดฉลากให้ครบ ออกหลักฐานการรับเงิน และทำสัญญาให้เป็นธรรม 3 อย่างนี้ ร้านก็ขายได้อย่างสบายใจ ลูกค้าก็ซื้อได้อย่างมั่นใจ แต่ถ้าใครยังคิดจะกรอไมล์หรือปิดบังข้อมูลรถ ดิฉันบอกตรงนี้เลยว่า สคบ. เอาจริง และจะเดินไปตรวจถึงหน้าร้าน” นางสาวศุภมาส กล่าว
นางสาวศุภมาส กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้ สคบ. เดินหน้าตรวจปูพรมร้านจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วและรถ EV ใช้แล้วอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน พร้อมแนะนำเทคนิคให้ผู้บริโภคก่อนตัดสินใจซื้อรถมือสอง ทั้งการขอดูใบอนุญาตค้าของเก่าและใบทะเบียนพาณิชย์ของร้าน ต้องอ่านฉลากบนตัวรถแล้วเปรียบเทียบกับเล่มทะเบียนให้ตรงกัน โดยเฉพาะเลขตัวรถ เลขเครื่องยนต์ และระยะทางบนมาตรวัด (เลขไมล์) ต้องขอลองขับจริงทุกครั้ง และอ่านสัญญาให้ครบถ้วนทุกบรรทัดก่อนเซ็นชื่อ และต้องได้รับหลักฐานการรับเงินกลับมาทุกครั้งที่จ่ายเงิน
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





