Zoom In: ถอดรหัส Man-made จิ๊กซอว์ดัน Experience Tourism ทางรอดท่องเที่ยวไทย

หมดยุค!! ขายแค่ Sea-Sand-Sun เมื่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลกเปลี่ยนทิศ มุ่งหาประสบการณ์ใหม่มากกว่าแค่การพักผ่อน จุดขายใหม่ Man-made Attraction กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการปิดจุดอ่อน และเติมเต็มยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน แต่คีย์เวิร์ดสำคัญของการลุยตลาดนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างสิ่งก่อสร้างเท่านั้น แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวเห็นแล้วรู้สึกว่า ถ้าไม่ได้มา ถือว่าพลาด!

ล่าสุด..ความเคลื่อนไหวใหญ่เริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรีไทย เปิดฉากดึง Skyline Enterprises ยักษ์ใหญ่สวนสนุกและผู้พัฒนาเครื่องเล่นระดับโลกจากนิวซีแลนด์ เข้ามาปักหมุดลงทุนในกรุงเทพฯ พร้อมต่อยอดสู่ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ชิ้นส่วนเครื่องเล่นรุ่นใหม่ ตอกย้ำศักยภาพไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก และเป็น Spotlight ดวงใหม่ ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“สำนักข่าวอินโฟเควสท์” พาเจาะลึกมุมมองของแหล่งท่องเที่ยว Man-made Attraction ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และการสร้างแบรนด์ดิ้ง จากสมาคมสวนสนุกและสวนพักผ่อนหย่อนใจ และ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

นายวุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ นายกสมาคมสวนสนุกและสวนพักผ่อนหย่อนใจ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท สยามพาร์ค ซิตี้ ผู้บริหารสวนน้ำสวนสนุก สยามอะเมซิ่งพาร์ค ได้อัปเดตเทรนด์การท่องเที่ยว ว่า การท่องเที่ยวโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวเชิงเดี่ยว ไปสู่การท่องเที่ยวแบบผสมผสานมากขึ้น ทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Attractions) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเติมเต็มให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ หรือแต่ละประเทศมีความสมบูรณ์

ในอดีต ประเทศไทยมักเน้นการสร้างสิ่งก่อสร้างแบบ “ใหม่ ใหญ่ ดัง” เพื่อเน้นการทำสถิติโลกหรือแข่งขันลง Guinness World Record แต่ในปัจจุบันโลกยุคใหม่เน้นไปที่ “ประสบการณ์โดยรวม” หรือ Experience Tourism มากขึ้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวจากการพึ่งพาทรัพยากรท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่ ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติ (Sea-Sand-Sun), วัฒนธรรม (Culture) และการช้อปปิ้ง (Shopping) ไปสู่การใช้สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เข้ามาเชื่อมต่อและเสริมจุดอ่อนที่ยังขาดหายไป

ทั้งนี้ แม้จะยังไม่มีหน่วยงานใดสรุปตัวเลขมูลค่าตลาดรวมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยว Man-made อย่างเป็นทางการ แต่เราสามารถเห็นเทรนด์นี้ได้อย่างชัดเจนผ่านสื่อโซเชียล และข่าวสารต่าง ๆ ที่ไม่ว่าแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาตินั้นจะสวยงามเพียงใด ก็มักจะมีการเสริมองค์ประกอบที่มนุษย์สร้างขึ้นเข้าไปทั้งทางตรง และทางอ้อม

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในต่างประเทศ คือ ที่ดานัง ประเทศเวียดนาม ที่มีการสร้างกระเช้าลอยฟ้า และสร้างสะพานรูปมือยื่นออกมาเพื่อเสริมจากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เดิม ซึ่งช่วยอุดรอยรั่ว และเติมเต็มช่องว่างในการดำเนินยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

  • ปัญหา “ความกระจัดกระจาย” และความสำคัญของระบบนิเวศ (Ecosystem)

สำหรับประเทศไทย นายวุฒิชัย ตั้งข้อสังเกตว่า ไทยยังมีลักษณะแหล่งท่องเที่ยวที่เป็น “เชิงเดี่ยว” และต่างคนต่างทำเป็นจุด ๆ กล่าวคือยังขาด “ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวโดยรวม” ที่กำหนดว่าในแต่ละพื้นที่ควรมีโครงสร้างพื้นฐาน หรือสิ่งก่อสร้าง Man-made อะไรเข้าไปเสริมทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ ซึ่งต้องรอติดตามต่อไปว่า หากมีการปรับเปลี่ยนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จะมีการวางยุทธศาสตร์ที่สอดรับ และนำไปสู่การพัฒนาที่ตอบโจทย์ได้จริงหรือไม่

นายวุฒิชัย มองว่า ในยุค Experience Tourism สิ่งสำคัญไม่ใช่ขนาดที่ยิ่งใหญ่ หรือความอลังการ แต่คือการทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกสบายใจ และมีประสบการณ์ที่ดีจนอยากพำนักอยู่ในพื้นที่ยาวนานขึ้น เช่นเดียวกับที่คนไทยชื่นชอบการไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น เพราะรู้สึกว่าองค์ประกอบทุกอย่าง “ใช่” การเดินทางครั้งแรกอาจสั้นเพียง 3 วัน 2 คืน แต่ครั้งต่อ ๆ ไปจะเริ่มอยู่นานขึ้นเป็นสัปดาห์ ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมีองค์ประกอบในระดับที่ทำให้การท่องเที่ยวตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว คู่รัก หรือคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขารู้สึกเหมาะสมและท่องเที่ยวได้ยาวนาน

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดของไทยคือ โครงสร้างพื้นฐานในบางพื้นที่ท่องเที่ยวหลักมีความหนาแน่นเกินไป ในขณะที่บางพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติงดงาม กลับไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับเลย การพัฒนาท่องเที่ยวไทย จึงจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานและ ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อให้ผู้เดินทางรู้สึกสะดวกสบาย และปลอดภัย

  • ทรัพยากรมนุษย์ และองค์ประกอบเสริมเพื่อดึงเม็ดเงิน

ไทยมีจุดแข็งอย่างมาก ในด้านทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพและพร้อมให้บริการด้วยจิตวิญญาณการบริการ (Service Mind) รวมถึงความเป็นมิตร (Hospitality) ที่สูงมาก แต่ยังขาดการเชื่อมโยงให้เกิดเป็นภาพรวม ในบางพื้นที่อาจมีทรัพยากรธรรมชาติสวยงามมาก แต่กลับขาดโรงแรม หรือร้านอาหารระดับ 5 ดาว ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงได้ และจำกัดอยู่เพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับ 2-3 ดาวตามมาตรฐานที่พักที่มีอยู่

นายวุฒิชัย ระบุว่า เรานับรวมโรงเแรม และร้านอาหาร เป็นองค์ประกอบ Man-made ด้วยเช่นกัน หากภาครัฐต้องการให้นักท่องเที่ยวค้างคืนเพื่อรับเม็ดเงินสะพัดจากการกิน การใช้ และการนอน (Spending) ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม

  • การแข่งขันในระดับภูมิภาค และบทบาทการส่งเสริมของภาครัฐ

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็นความต่างอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน และภาครัฐให้การสนับสนุนตรงจุด ทั้งทางตรง และทางอ้อม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้กับเอกชนได้มาก ในขณะที่ไทย การพัฒนาส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปตามศักยภาพ และการมองเห็นกำไรของผู้ประกอบการเป็นหลัก หากทำแล้วเสี่ยงขาดทุน เอกชนก็จะหลีกเลี่ยง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในด้านการท่องเที่ยวยังมีจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการของต่างชาติเท่านั้น

ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะหลักต่อภาครัฐ คือต้องมียุทธศาสตร์ก่อนกฎระเบียบ เนื่องจากการปรับแก้กฎระเบียบโดยไม่มีเข็มทิศยุทธศาสตร์ จะสร้างความสับสนและไม่เกิดประโยชน์โดยตรง รัฐบาลจึงต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนสิ่งใด พื้นที่ใด และอย่างไร เช่น หากพื้นที่ใดมีโรงแรม 5 ดาวเพียงพอแล้ว ก็ควรหยุดให้การส่งเสริมการลงทุน BOI สำหรับโรงแรม 5 ดาวในย่านนั้น เป็นต้น

นอกจากนี้ การนิยาม “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ไม่ควรมองเพียงกลุ่มกระเป๋าหนักเท่านั้น แต่ต้องบริหารจัดการเป็น Portfolio ที่หลากหลาย ทั้งด้านระดับกำลังซื้อ เชื้อชาติ วัฒนธรรม และพฤติกรรมการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น กลุ่มครอบครัว (Family) พ่ออาจชอบอาบแดดหรือเล่นน้ำ แม่ชอบช้อปปิ้งหรือเที่ยวกลางคืน ส่วนลูกอาจอยากไปสวนน้ำหรือสวนสนุก รัฐและเอกชนจึงต้องผสมผสานองค์ประกอบเหล่านี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่ต่างกันในทริปเดียว

  • โอกาสของ “สวนสนุกระดับโลก” ในประเทศ และทิศทางสยามอะเมซิ่งพาร์ค

สำหรับกระแสข่าวเครื่องเล่น หรือสวนสนุกระดับโลก เช่น Disneyland จะเข้ามาลงทุนในไทยนั้น นายวุฒิชัย เชื่อว่า มีโอกาสเกิดในไทยแน่นอน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และผู้ลงทุนแบรนด์ดังสนใจไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่คำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องตอบ คือเรื่องนี้อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติของเราจริงหรือไม่

นอกจากนี้ แบรนด์ระดับโลกมักต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่มาก หากสร้างในเมืองจะมีปัญหาเรื่องการจัดหาที่ดิน แต่หากสร้างนอกเมือง คำถามคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการเดินทางเพื่อพานักท่องเที่ยวเข้าไป รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดูแลรองรับพนักงานจำนวนนับหมื่นนับแสนคน ซึ่งเป็นความท้าทายที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในปัจจุบัน

แม้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม จะมีเอกชนที่พร้อมลงทุนและรัฐสนับสนุนตอบโจทย์ได้ดี แต่ปัจจุบันก็ยังเป็นลักษณะแบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand) เป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่แบรนด์อินเตอร์ระดับโลกจริง ๆ ขณะที่นักลงทุนไทยมีความพร้อมในการเจรจากับแบรนด์ระดับโลก แต่ก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงมากเช่นกัน

ในแง่ของ “สยามอะเมซิ่งพาร์ค” นายวุฒิชัย เผยว่า จุดเริ่มต้นมีกลุ่มลูกค้าหลักคือคนไทยมาโดยตลอด (สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เคยเกิน 50%) เนื่องจากในปัจจุบัน คนไทยตกอยู่ในภาวะลังเล และระมัดระวังการจับจ่าย จึงจำเป็นต้องจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นและตอบโจทย์รสนิยมคนไทย

สำหรับทิศทางธุรกิจในขณะนี้ จะยังไม่มีการขยายการลงทุนใหม่ แต่จะอยู่ในโหมด “Survivor mode” เพื่อประคองตัวเองให้รอดและเพิ่มมูลค่าในสิ่งที่มีอยู่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้รับบริการ

  • ทิศทางท่องเที่ยวไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในส่วนของมาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” นายวุฒิชัย มองว่า จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจใช้จ่ายของคนไทยได้ดี โดยโรงแรมจะได้รับประโยชน์สูงสุด และเห็นด้วยกับการเปิดกว้างขยายคูปองท่องเที่ยวครอบคลุมถึงสปา สวนน้ำ และสวนสนุก ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่ Supply Chain และระบบเศรษฐกิจได้อย่างราบรื่นขึ้น

สำหรับภาพรวมการท่องเที่ยว โอกาสที่จะเห็นการฟื้นตัวกลับไปเท่าในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 นั้น นายวุฒิชัย ประเมินว่า หากหวังให้กลับมาเทียบเท่าได้ภายในปี 70 นั้น อาจจะเร็วเกินไป แต่ในระยะยาว ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นในเรื่องอาหาร และการต้อนรับดูแล ซึ่งท้ายที่สุดแล้วนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มักจะวนกลับมาเยือนประเทศไทยอีกเสมอ

น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้วิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ และแนวโน้มการลงทุนสร้าง Man-made ในไทยว่า ปัจจุบันเห็นกระจายตัวไปหลายจุดทั่วประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวแค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น โดยโครงการเหล่านี้สร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงทวีคูณต่อระบบเศรษฐกิจใน 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่

– ช่วงระหว่างการก่อสร้าง: เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ระบบผ่านการออกแบบ การลงทุน และการจ้างงานก่อสร้าง

– ช่วงที่สร้างเสร็จและเปิดให้บริการ: จะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนผ่านการใช้จ่ายในห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยตรง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และธุรกิจค้าปลีก

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ก็มีประเด็นท้าทายที่ต้องพิจารณาคือ การดึงทราฟฟิก (Traffic) หากการเปิดตัวสถานที่แห่งใหม่ไม่ได้ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ (New Segment) เข้ามา แต่เป็นการดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมที่มีอยู่แล้วให้ย้ายจากสถานที่เก่ามายังสถานที่ใหม่ เม็ดเงินรวมในระบบเศรษฐกิจก็อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในระบบสถิติปัจจุบัน การวัดมูลค่าของ Man-made ต่อ GDP โดยตรงนั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากระบบบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Account: TSA) ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ได้บันทึกข้อมูลแยกประเภทการใช้จ่ายชัดเจนว่า เกิดจากการท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือท่องเที่ยว Man-made อีกทั้งผู้พัฒนาโครงการส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการหรือทราฟฟิกอย่างละเอียด แหล่งท่องเที่ยว Man-made จึงมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่สวนสนุก สวนน้ำ อาคาร ไปจนถึงย่านเก่าอย่างถนนทรงวาด หรือคลองโอ่งอ่าง

ในแง่แนวโน้มเศรษฐกิจท่องเที่ยวปีนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ที่ประมาณ 31 ล้านคนเศษ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยประเมินไว้ 30 ล้านคน เนื่องจากปัจจัยสงครามในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงน้อยกว่าสถิติ 33 ล้านคนของปี 68

  • การสร้าง “Branding Thailand” ด้วยจุดขายที่เลียนแบบยาก

ปัจจุบัน ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย อย่างจีน และเวียดนาม มีการลงทุนในโครงการ Man-made เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในหลายเมืองและมณฑล เพื่อตอบสนองต่อผู้เดินทางที่มองหาประสบการณ์แปลกใหม่ สำหรับประเทศไทยนั้น น.ส.เกวลิน มองว่า ควรต้องเริ่มตั้งหลักจากการสร้างแบรนด์ของประเทศ (Country Branding) โดยไม่ควรมุ่งเพียงแค่การเลียนแบบต่างประเทศ แต่ต้องเน้นเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย และยากต่อการลอกเลียนแบบ

ตัวอย่างเช่น หากต้องการชูจุดขายด้าน Health and Wellness ก็ต้องตอบให้ชัดว่าความเป็น Wellness ของไทยมีความแตกต่างจากออนเซ็นของญี่ปุ่น หรือการดูแลสุขภาพของสวิตเซอร์แลนด์อย่างไร ซึ่งนี่เป็นโจทย์หินที่ทั้งภาครัฐ และเอกชนต้องทำงานร่วมกันอย่างละเอียด เพื่อสร้างแบรนด์ที่คนอื่นทำตามได้ยาก

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเผชิญปัญหามีพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในต่างประเทศอย่างฮ่องกง หรือญี่ปุ่น ประกอบกับสภาพภูมิอากาศร้อนและการคมนาคมไม่เอื้ออำนวย ทำให้ผู้คนและนักท่องเที่ยวมักกระจุกตัวอยู่ในห้างสรรพสินค้า การเพิ่มพื้นที่สาธารณะในรูปแบบ Man-made ที่มีแบรนดิ้งที่ดี จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

  • วิเคราะห์กรณีศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และคุณค่าของ Storytelling

น.ส.เกวลิน ได้จำแนกประเภทและความคุ้มค่าของ Man-made ออกเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เช่น

– ประเภทสร้างประสบการณ์เฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าสูง: เช่น ยานอวกาศ หรือการท่องเที่ยวอวกาศ (Space Travel) ซึ่งมีค่าบริการต่อหน่วยสูงมาก แต่จะมีข้อจำกัดคือรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนน้อย และเข้าถึงได้เฉพาะบางกลุ่ม

– การผสมผสานธรรมชาติต่อยอดมูลค่า: เช่น ไร่ชาในภาคเหนือ (เชียงราย/เชียงใหม่) ซึ่งเป็นตัวอย่างการสร้างจุดขายที่ดี

– โครงสร้างพื้นฐานทั่วไปที่กลายเป็นจุดจดจำ: เช่น ระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (BTS/MRT) ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวจดจำ และชื่นชมในเรื่องของความสะอาดเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้าในประเทศอื่น ๆ

– พื้นที่เพื่อสังคมและการเรียนรู้: เช่น โครงการพัฒนาอาคารกองสลากเดิมตรงถนนราชดำเนิน ให้เป็นพื้นที่สาธารณะและศูนย์การเรียนรู้

– จุดชมวิวสร้างแรงดึงดูด: เช่น สกายวอล์ก (Skywalk) ที่เบตง จังหวัดยะลา ซึ่งแม้พื้นที่ชายแดนจะมีปัญหาความไม่สงบอยู่บ้าง แต่การสร้างจุดขายนี้ขึ้นมาก็เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้คนอยากเดินทางไปเยือน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่การท่องเที่ยวไทยยังคงขาดไป คือ Storytelling หรือการเล่าเรื่องเพื่อสร้างคุณค่า โครงการที่สร้างขึ้นต้องมีเรื่องราวที่มาที่ไปและสอดรับกับเทรนด์รักษ์โลกของนักท่องเที่ยวสมัยใหม่ เราต้องสร้างจุดขายจนผู้มาเยือนรู้สึกว่า “หากมาเมืองไทยแล้ว ไม่ได้มาที่นี่ ถือว่าพลาด” เช่นเดียวกับที่ทุกคนต้องไปพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในฝรั่งเศส หรือไปตึกไทเป 101 ในไต้หวันเพื่อชมวิศวกรรมการทนแผ่นดินไหว

สำหรับโครงการใหม่ ๆ ที่มีแผนจะเกิดขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกที่ร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทย หรือโครงการสะพานคนเดิน และกระเช้าลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แม้จะเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่และน่าสนใจ แต่ในระยะยาวก็ยังต้องรอการพิสูจน์ในแง่ของความยั่งยืนของทราฟฟิก และความเหมาะสมของอัตราค่าบริการว่าจะดึงดูดให้คนมาใช้บริการซ้ำได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

ส่วนเหตุใดประเทศไทยถึงไม่ค่อยมีกระเช้าลอยฟ้า (Cable Car) เหมือนต่างประเทศนั้น น.ส.เกวลิน มองว่า เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก และติดเงื่อนไขเรื่องความพร้อมของพื้นที่ ตัวอย่างในเวียดนามที่มีการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขนาดใหญ่นั้น ส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุน และเงินลงทุนร่วมจากต่างชาติ

นอกจากนี้ ในกรณีอย่าง “ภูกระดึง” ยังมีข้อถกเถียงในเรื่องการแลกเปลี่ยนทางประสบการณ์ (Trade-off) ระหว่างคุณค่าของการเดินป่าย่ำเท้าแบบเดิมกับการขึ้นกระเช้าลอยฟ้า อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเพื่อรองรับการก้าวสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ประเทศไทยก็อาจมีความจำเป็นต้องพัฒนา และมีกระเช้าลอยฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว

  • ความเป็นไปได้ที่ “สวนสนุกระดับโลก” จะปักหมุดในไทย

สำหรับแนวคิดการพัฒนาโครงการสวนสนุกระดับโลกอย่าง Disneyland ในพื้นที่ EEC ตามนโยบายรัฐบาล น.ส.เกวลิน มองว่า คามคืบหน้าในขณะนี้ ตั้งแต่เริ่มมีกระแสข่าวจนถึงปัจจุบัน มีเพียงฝั่งรัฐบาลไทยเท่านั้นที่ออกมาให้ข่าว ขณะที่ทางฝั่งดิสนีย์แลนด์เองยังคงเงียบ และยังไม่มีแถลงการณ์ที่ชัดเจน

ทั้งนี้ ในส่วนของความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ พื้นที่ EEC ส่วนใหญ่เป็นนิคมอุตสาหกรรม การตั้งโครงการในนิคมอุตสาหกรรมต้องพิจารณาปริมาณไฟฟ้า และน้ำประปาว่าจะเพียงพอหรือไม่ ตลอดจนต้องคำนึงถึงการยอมรับของคนในพื้นที่ด้วย ส่วนการเชื่อมโยงระบบคมนาคม ต้องประเมินระยะเวลาการแล้วเสร็จของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภาว่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อใด

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Disneyland หรือโครงการ Man-made แบบใดก็ตาม ปัจจัยสู่ความสำเร็จคือการสร้างโครงการให้มีความ “ว้าว” (Wow) มีการวางแบรนดิ้งที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยที่ชัดเจน และพัฒนาตัวโครงการเสมือนเป็น “การเปิดตัวสินค้าใหม่” ที่สามารถสร้างแรงจูงใจ และตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์