
สหรัฐฯ และอิหร่านออกคำเตือนตอบโต้กันครั้งใหม่ในวันนี้ (22 ส.ค.) ก่อนที่สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ในวันจันทร์ (24 ส.ค.) ขณะที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงักอย่างหนัก หลังสงครามระหว่างสองฝ่ายดำเนินมานานเกือบ 6 เดือน
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มีกำหนดประกาศมาตรการคว่ำบาตรที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ในเวลา 14.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ในวันจันทร์ หรือ 01.00 น. ของวันอังคาร (25 ส.ค.) ตามเวลาประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าวอาจครอบคลุมทั้งอิหร่านและประเทศคู่ค้ารายสำคัญ รวมถึงจีน ซึ่งข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านทางทะเลมากกว่า 80% ของปริมาณน้ำมันส่งออกทั้งหมดในปี 2568
เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า มาตรการที่สหรัฐฯ เตรียมประกาศสะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการใช้อำนาจเหนือประเทศอื่น พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายระหว่างประเทศในการลงโทษประเทศอื่นที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกับประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบใดก็ตามแก่อิหร่าน พร้อมระบุเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) ว่า รัฐบาลอิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลง แต่ยังไม่พร้อมยอมรับเงื่อนไขที่สหรัฐฯ เห็นว่าเหมาะสม
รายงานระบุว่า ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ได้แลกเปลี่ยนการโจมตีกันโดยตรง และยังไม่มีการเดินหน้าเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง โดยมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน เรียกร้องให้แก้ไขความขัดแย้งด้วยวิธีทางการทูต ขณะที่พลตรีอาลี อับดอลเลาะห์ ผู้บัญชาการทหารอิหร่าน เตือนว่า หากมีภัยคุกคามเพิ่มเติม อิหร่านจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างหนัก
ด้านการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงลดลงอย่างมาก โดยข้อมูลติดตามเรือระบุว่า มีเรือขนส่งสินค้าเพียง 4 ลำแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) และไม่มีเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่หรือเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวรวมอยู่ด้วย
คริส ไรท์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารช่วยให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้นเป็นค่าเฉลี่ย 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วง 7 วัน ลดลงจากมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนเกิดความขัดแย้ง โดยปริมาณการขนส่งก่อนสงครามคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก
แม้กองทัพเรือและกองทัพอากาศของอิหร่าน รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ แต่อิหร่านยังคงมีศักยภาพด้านขีปนาวุธและโดรนมากพอที่จะเป็นภัยคุกคามต่อเรือบรรทุกน้ำมันและประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านยอมรับว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญแรงกดดัน พร้อมเตือนว่าความแข็งแกร่งทางทหารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดได้ หากขาดกิจกรรมทางการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการผลิตภายในประเทศ
ความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ขณะที่สหรัฐฯ รายงานว่าทหารเสียชีวิต 18 นาย และมีทหารได้รับบาดเจ็บมากกว่า 750 นาย
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





