เจาะปมเจรจาการค้าแคนาดา-สหรัฐฯ ล่ม สู่มาตรการภาษีตอบโต้ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์”

มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ประกาศเรียกเก็บภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. เป็นต้นไป โดยยึดหลัก “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” เพื่อตอบโต้การขึ้นภาษีรอบล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ

มาตรการรีดภาษีสินค้าจากแคนาดาของสหรัฐฯ ในอัตรา 50% ซึ่งครอบคลุมสินค้ามูลค่าเทียบเท่ากัน มีผลบังคับใช้หลังเที่ยงคืนวันเสาร์ (22 ส.ค.) หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล่มลงเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นพันธมิตรกันมายาวนาน ตึงเครียดมากขึ้น

เจรจาล่มช่วงโค้งสุดท้าย

คาร์นีย์เปิดเผยว่า แคนาดาตัดสินใจระงับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในนาทีสุดท้าย ซึ่งเขามองว่า “ไม่เป็นธรรม ไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ และทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของข้อตกลงใด ๆ” แม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มใกล้บรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในช่วงต้นสัปดาห์

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามในคำประกาศ 3 ฉบับเมื่อวันที่ 20 ก.ค. เพื่อเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 50% กับสินค้าบางรายการจากแคนาดา โดยให้เหตุผลว่าแคนาดา “เลือกปฏิบัติต่อสินค้าของสหรัฐฯ”

ต่อมาในวันอังคาร (18 ส.ค.) ทรัมป์ประกาศเลื่อนการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวออกไป 3 วัน จากเดิมที่จะมีผลในวันพุธ (19 ส.ค.) โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงแล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำเอกสารขั้นสุดท้าย

คาร์นีย์เสริมว่า แคนาดาพร้อมยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ที่เหลืออยู่สำหรับเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์จากสหรัฐฯ หากรัฐบาลสหรัฐฯ ยอมลดภาษีสินค้าประเภทเดียวกันลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แคนาดายังพร้อมสนับสนุนให้รัฐบาลระดับรัฐนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ กลับมาวางจำหน่ายตามร้านค้า

“พวกเขาเรียกร้องมากเกินไป และเสนอน้อยเกินไป” คาร์นีย์กล่าว

นายกรัฐมนตรีแคนาดาระบุว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ ยังจำกัดความสามารถของแคนาดาในการทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ รวมถึงกระทบต่อการคุ้มครองภาษาฝรั่งเศส วัฒนธรรม และอธิปไตยของแคนาดา โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของข้อเรียกร้องดังกล่าว

สำนักข่าวโพลิติโค (Politico) รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องการเจรจาว่า ฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าการเจรจาล่มลงส่วนใหญ่เป็นผลจากข้อเรียกร้องของแคนาดาที่ถูกยื่นเข้ามาในช่วงท้ายของการเจรจา โดยเฉพาะประเด็นอัตราภาษีรถบรรทุกขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้

เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์ นิวส์ ว่า “พวกเขาได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดมาโดยตลอด และพวกเขายังจะได้รับข้อเสนอที่ดีกว่านี้อีก แต่พวกเขาไม่ต้องการ” พร้อมระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดการเจรจาการค้ารอบใหม่กับแคนาดา

แคนาดาผนึกกำลังตอบโต้

ในการแถลงทางโทรทัศน์ คาร์นีย์ประกาศมาตรการขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าจากสหรัฐฯ ครอบคลุมเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์การเกษตร เยื่อกระดาษและกระดาษ รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบุว่าจะเปิดเผยรายละเอียดมาตรการดังกล่าวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เมื่อถูกถามว่าแคนาดากำลังเข้าสู่สงครามการค้ากับสหรัฐฯ หรือไม่ คาร์นีย์กล่าวว่า “เมื่อถูกโจมตี นั่นคือสงคราม และเราได้ถูกโจมตีแล้ว”

ท่าทีแข็งกร้าวของคาร์นีย์ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากทั้งฝ่ายการเมืองและระดับรัฐ

ปิแอร์ ปัวลิเยฟร์ ผู้นำพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของแคนาดา เรียกร้องให้ชาวแคนาดาร่วมกันรับมือกับ “การโจมตีที่ไม่เป็นธรรม” พร้อมระบุว่า แคนาดาไม่อาจยอมรับการขึ้นภาษีฝ่ายเดียว ซึ่งจะบั่นทอนภาคอุตสาหกรรมของประเทศได้ เช่นเดียวกับไม่อาจยอมรับข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม

ขณะเดียวกัน มุขมนตรีรัฐหลายแห่งออกมาสนับสนุนการตัดสินใจของคาร์นีย์เช่นกัน

ดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ กล่าวว่า เขาสนับสนุนนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่ในการตอบโต้สหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าว โดยยึดหลัก “ภาษีต่อภาษี ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำรัฐต่าง ๆ ร่วมมือกันเป็น “ทีมแคนาดา”

ด้านเดวิด อีบี มุขมนตรีรัฐบริติชโคลัมเบีย ระบุว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้แคนาดาลดหรือยุติการค้ากับประเทศอื่น จะทำให้แคนาดากลายเป็น “รัฐที่ 51 ในทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวแคนาดาไม่อาจยอมรับได้

ขณะที่สก็อตต์ โม มุขมนตรีรัฐซัสแคตเชวัน ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้มาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อแคนาดา แต่คาร์นีย์ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่ปฏิเสธข้อตกลงซึ่งไม่เป็นธรรมและไม่น่าเชื่อถือ

ผลสำรวจล่าสุดของเลเจอร์ (Leger) พบว่า ชาวแคนาดา 56% ต้องการให้รัฐบาลใช้ท่าทีแข็งกร้าวและไม่ยอมอ่อนข้อเพิ่มเติมในการเจรจากับสหรัฐฯ ขณะที่มากกว่า 70% สนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น

ความสัมพันธ์เศรษฐกิจแคนาดา-สหรัฐฯ เปลี่ยนโฉม

คาร์นีย์แถลงว่า การบูรณาการทางเศรษฐกิจระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาหลายทศวรรษได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ

“เราตระหนักมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าสหรัฐฯ เปลี่ยนไป และเราจะไม่กลับไปสู่ความสัมพันธ์แบบเดิม” คาร์นีย์กล่าว

คาร์นีย์ยังวิจารณ์เหตุผลที่สหรัฐฯ เปลี่ยนไปมาในการเรียกเก็บภาษี ตั้งแต่ปัญหาเฟนทานิล โฆษณาทางโทรทัศน์ที่หยิบยกคำพูดของโรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาอ้าง ไปจนถึงประเด็นค่าผ่านสะพานและควันจากไฟป่า โดยมองว่าเหตุผลเหล่านี้ขาดความจริงจัง และบั่นทอนความไว้วางใจซึ่งเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างสาหัส

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2568 รัฐบาลคาร์นีย์เร่งลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจของแคนาดาต่อสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้ากระจายตลาดการค้าไปยังประเทศอื่นมากขึ้น

คาร์นีย์กล่าวว่า รัฐบาลพยายามขยายการค้ากับตลาดในยุโรปและเอเชีย พัฒนาท่าเรือและเส้นทางขนส่งพลังงาน ลดอุปสรรคทางการค้าภายในประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ เป็น 2 เท่าภายใน 10 ปี

การเจรจาที่ล่มลงยังเพิ่มความไม่แน่นอนต่ออนาคตของข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) แม้ข้อตกลงดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้ แต่ภาษีล่าสุดของสหรัฐฯ ครอบคลุมสินค้าจากแคนาดาที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงด้วย ต่างจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ หลายรายการก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการค้าในระยะเวลาอันสั้นยังทำได้จำกัด เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักของแคนาดา โดยรับซื้อสินค้าจากแคนาดาราว 3 ใน 4 ของทั้งหมด ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์และพลังงาน ยังคงเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน คาร์นีย์ย้ำถึงความสำคัญของพลังงานจากแคนาดาต่อสหรัฐฯ โดยระบุว่า แคนาดาคิดเป็น 99% ของการนำเข้าก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ 85% ของการนำเข้าไฟฟ้า และ 60% ของการนำเข้าน้ำมันดิบ

“ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการให้เราหยุดส่งพลังงานให้” คาร์นีย์กล่าว

โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต