
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าต่อแนวทางการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการซื้อขายทองออนไลน์ที่ไม่มีการส่งมอบจริงว่า ได้มอบหมายให้นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ไปหารือกับสมาคมค้าทองคำภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่สมาคมค้าทองคำ ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมเกี่ยวกับมาตรการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการซื้อขายทองออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง (Non-physical delivery)
ซึ่งขณะนี้แนวทางดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยต้องพิจารณาทั้งแนวทางการติดตามธุรกรรม (Transaction) และความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการภาษี เพื่อให้ภาครัฐสามารถรับรู้ และติดตามธุรกรรมซื้อขายทองคำได้ชัดเจนขึ้น
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในเบื้องต้นนั้น ขอบเขตการศึกษาและการพิจารณาจะครอบคลุมทั้งการซื้อขายทองคำในตลาด และการนำเข้าทองคำที่ไม่ได้ถูกนำไปแปรรูปเป็นทองรูปพรรณ แต่ถูกนำมาใช้เพื่อการซื้อขายหรือเก็งกำไร โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับอัตราภาษี หรือรูปแบบการจัดเก็บภาษี ดังนั้นจึงต้องหารือกับสมาคมค้าทองคำ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสม
พร้อมย้ำว่า เป้าหมายของการพิจารณามาตรการนี้ ไม่ได้อยู่ที่การหารายได้จากภาษี หรือการจัดเก็บภาษีในอัตราสูง แต่ต้องการให้ภาครัฐสามารถเห็นและติดตาม Transaction จากกิจกรรมดังกล่าวได้ เพื่อป้องกันการใช้ธุรกรรมทองคำเป็นช่องทางของทุนเทา และช่วยปราบปรามการฟอกเงิน
“วันนี้ ไม่มีใครรู้ข้อมูลชัดเจน ว่าใครซื้อใครขายทองคำอย่างไร จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ภาครัฐสามารถเห็นธุรกรรมเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมีการนำมาตรการด้านภาษีมาใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจัดเก็บในอัตราที่สูง แต่เป็นการออกแบบระบบ เพื่อให้สามารถติดตามธุรกรรมได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เราไม่ได้ตั้งใจจะเก็บเยอะ แต่ตั้งใจที่จะเก็บให้รู้ Transaction ซึ่งก็เป็นมาตรฐานสากลเท่านั้น” นายเอกนิติ กล่าว
พร้อมระบุว่า สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เนื่องจากคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับ Data Bureau และการติดตามพฤติกรรมทางธุรกรรม พบว่ามีความพยายามใช้ช่องทางการซื้อขายทองคำ เป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มมิจฉาชีพ หรือทุนเทา จึงต้องพิจารณาว่ามีช่องโหว่ในจุดใด และจะปิดช่องทางดังกล่าวได้อย่างไร
สำหรับการดำเนินการนั้น กระทรวงการคลัง และ ธปท. ให้ความสำคัญกับการติดตาม Transaction โดยไม่ได้มองเฉพาะประเด็นการจัดเก็บรายได้ แต่ต้องการให้ภาครัฐมีข้อมูลธุรกรรมที่ชัดเจนขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามทุนเทา ดังนั้นการดำเนินการต้องคำนึงถึงความสมดุล เพื่อไม่ให้มาตรการกระทบต่อธุรกิจทองคำมากเกินไป หรือทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำ โดยเป้าหมายสำคัญ คือการปิดช่องโหว่ที่อาจเปิดโอกาสให้ทุนเทาเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นช่องทางในการสะสมหรือเคลื่อนย้ายเงิน
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า การกำกับธุรกรรม จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดทองคำเท่านั้น แต่รัฐบาลจะพิจารณาสินทรัพย์ และช่องทางอื่นที่มีความเสี่ยงด้วย โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญกับการติดตามธุรกรรมเช่นกัน โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ธปท. มีการทำงานร่วมกันในเรื่องการติดตาม Transaction เพื่อปิดช่องทางที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางของทุนเทาเช่นเดียวกัน
โดย คลฦ/รัชดา คงขุนเทียน





