บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] มั่นใจผลงานปี 2569 สดใส คาด Adjusted Cash EBITDA ทะลุเป้าหมายที่ 5.6 หมื่นล้านบาท หลังครึ่งปีแรกทำได้แล้วกว่า 42,913 ล้านบาท รับอานิสงส์เม็ดเงิน FDI และกลุ่ม Data Center หนุนยอดขายกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเติบโตสวนทางอสังหาฯ ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีส่งผ่านต้นทุนแนฟทาได้เร็วขึ้น พร้อมเตรียมเดินเครื่องโครงการ LSP ในเวียดนามกลางปีหน้า ดัน EBITDA เพิ่มปีละ 9,000 ล้านบาท

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 69 คาดกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ที่เป็นกระแสเงินสดและปรับปรุงรายการพิเศษแล้ว (Adjusted Cash EBITDA) ทะลุเป้าหมายที่ 5.6 หมื่นล้านบาทได้ เนื่องจากเพียงครึ่งปีแรกบริษัททำได้แล้วถึง 42,913 ล้านบาท ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างธุรกิจและการจัดการความเสี่ยง
นอกจากนี้บริษัทได้รับอานิสงส์ชัดเจนจากการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และการปรับโครงสร้างธุรกิจมุ่งสู่นวัตกรรมคาร์บอนต่ำ โดยการลงทุน FDI ที่เข้ามาในไทย โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลดีโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง แม้ยอดขายในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย (Residential) จะหดตัว แต่ยอดขายในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมกลับเติบโตสวนทางถึง 3-4%
นวัตกรรมเด่นที่สร้างรายได้หลักในขณะนี้คือ เหล็กโครงสร้าง และวัสดุฉนวนกันความร้อนซึ่งเป็นวัสดุจำเป็นใน Data Center นอกจากนี้ การที่ SCG มี “ซีเมนต์คาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Cement) ยังช่วยตอบโจทย์คู่ค้าระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทรักษาความได้เปรียบในตลาดไว้ได้
ในด้านปัจจัยภายนอก แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลัง แม้สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจะเข้าสู่ช่วงพักรบชั่วคราว แต่ราคาน้ำมันยังอยู่ในยระดับสูง เนื่องจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) ของโลกปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ซึ่งหากสหรัฐฯ หยุดการปล่อยน้ำมันสำรองออกมาเพื่อพยุงราคา จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี ปัจจัยดังกล่าวยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
โดย SCC มีการบริหารจัดการโดยลดการใช้ถ่านหิน เนื่องจากราคาถ่านหินเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน จึงปรับมาใช้ไบโอแมส ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนสูงขึ้นไม่มาก สำหรับธุรกิจปิโตรเคมี กลไกตลาดในปัจจุบันมีการเปลี่ยนไป โดยราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะปรับตัวตามราคาน้ำมันแนฟทาได้รวดเร็วขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ทำให้บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้า (Pass-through) ได้เร็วยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ นายธรรมศักดิ์ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในตลาดจีน ซึ่งเดิมเคยได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบราคาถูก จากรัสเซีย แต่ปัจจุบันปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้นทุนของจีนพุ่งสูงขึ้น จนต้องปรับราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นเร็ว สำหรับโครงการ LSP ในเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงกลางปีหน้า เร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ปลายปีหน้า
“ทุกเดือนที่เดินเครื่องได้เร็วขึ้น หมายถึงเม็ดเงินที่มากขึ้น หากโครงการ LSP เดินเครื่องเต็มรูปแบบ จะสร้าง Adjust EBITDA เพิ่มเติมได้ถึงปีละ 9,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละเกือบ 1,000 ล้านบาท” นายธรรมศักดิ์กล่าว
โดย วรินทร ศิรินอก





