
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ [BBL] กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จังหวะสำคัญของการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปัจจุบันจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เนื่องจากกระบวนการสร้างโรงงานและขยายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มักใช้เวลาประมาณ 2 ปี ก่อนจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตเต็มกำลัง (Ramp up) ซึ่งจะกลายเป็นกลไกสำคัญที่พลิกโฉมประเทศไทยทั้งในด้านเทคโนโลยีและการสร้างรายได้ของประชาชน โดยคาดว่า GDP จะกลับไปขยายตัวได้ที่ระดับ 3.5 – 4% อีกครั้ง ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
โดยปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่กลุ่มทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะในเซกเตอร์ใหม่ๆ อาทิ กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง: Semiconductor, แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB), AI และระบบอัตโนมัติ กลุ่มพลังงานและยานยนต์: รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด (Green Energy) และกลุ่มนวัตกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) และศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ (Headquarter)
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนนโยบาย “BOI to IPO” เพื่อดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าตลาด และสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ให้คนไทยเข้าถึงหุ้นกลุ่ม New Economy ได้โดยตรง
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกทรงตัวในระดับสูงและผันผวน รวมถึงปัญหาในช่องแคบสำคัญที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นกำแพงการค้า เช่น ข้อหาแรงงานบังคับ (Force Labor) และการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) ที่ไทยต้องเร่งบริหารจัดการเพื่อรักษาความเชื่อมั่นในการส่งออก
อีกทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งทำ “Regulatory Guillotine” หรือการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อคว้าโอกาสทองในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ หากไทยปรับตัวช้าอาจเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในระยะยาว
ขณะที่ในมุมมองภาคธนาคาร มองว่าการลงทุนรอบใหม่นี้คือโอกาสสำคัญของสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด แม้สินเชื่อรายย่อยจะยังคงมีความท้าทายอยู่บ้าง เนื่องจากยังเผชิญข้อจำกัดจากภาวะเศรษฐกิจ
สำหรับกระแสการลงทุน Data Center ประเมินว่าไทยยังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่รัฐบาลต้องเร่งจัดทำกฎหมายกำกับดูแลเรื่องทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่านักลงทุนระดับโลกพร้อมจ่ายค่าไฟในราคาที่เหมาะสม เพื่อแลกกับความเสถียรของระบบ ไม่จำเป็นต้องเน้นการขายไฟราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ
โดย วรินทร ศิรินอก





