
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการพบคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย ทั้งหมด 76 คน ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการรับรองทางการทูตตามวาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเชิงรุก ที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการใช้ “การต่างประเทศ” เป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน นำไปสู่การแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้
“แกนหลักสำคัญของรัฐบาล คือ การพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าว
พร้อมระบุว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้ โดยที่ผ่านมา นายอนุทิน ได้เดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ ลาว, สิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรี เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต
โดยตอนนี้ รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลาง เป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทย ต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องวาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า รัฐบาลของนายอนุทิน กำลังใช้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป, ไทย-แคนาดา, ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู, ศรีลังกา, BIMSTEC และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งการเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิต และฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทย จะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว
ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย
โดยในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกา จะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ
สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป จะมีอีกหลายเวที ทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ
“รัฐบาลไม่ได้ต้องการแค่ความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ แต่ต้องแปลงความสัมพันธ์นั้นเป็นตลาดใหม่ เงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และบทบาทใหม่ของไทยในอาเซียนด้วย” แหล่งข่าวระบุ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





