เปิดเหตุผลคนอเมริกันไม่เอา Data Center ตั้งคำถาม “ใครได้ประโยชน์?”

กระแสคัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกา โดยประชาชนชาวอเมริกันต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนของตนเอง

โครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้ โดยผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดพบว่า ประชาชนชาวอเมริกันมากกว่า 70% ไม่เห็นด้วยกับการมีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ใกล้บ้าน ตามการรายงานของ The Wall Street Journal (WSJ) ซึ่งส่งผลให้บรรดาผู้ว่าการรัฐและผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เคยสนับสนุนศูนย์ข้อมูล AI ต่างเปลี่ยนท่าทีของตนเอง

แรงกดดันต่อระบบไฟฟ้า

สำนักข่าวซินหัววิเคราะห์ว่า ประเด็นที่สร้างความกังวลให้ประชาชนชาวอเมริกันมากที่สุดคือ การที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างภาระต่อโครงข่ายไฟฟ้า โดยประชาชนกังวลว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอีก จากที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วประเทศอยู่แล้ว โดยค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 35% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ

ผู้บริโภคจำนวนมากโทษว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น แม้อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ปฏิเสธว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้ราคาไฟฟ้าสูงขึ้น ตามรายงานของ WSJ

แรงกดดันดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนในรัฐเท็กซัส หนึ่งในศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดของประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้ รัฐเท็กซัสได้ระงับการเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า และเริ่มตรวจสอบโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ท่ามกลางความกังวลว่าระบบไฟฟ้าจะสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างมีเสถียรภาพหรือไม่

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Microsoft, Amazon, Google, Meta, xAI, Oracle และ OpenAI ได้รวมตัวกันที่ทำเนียบขาว เพื่อลงนามใน “คำมั่นสัญญาปกป้องผู้จ่ายค่าไฟ” (ratepayer protection pledge) ของปธน.ทรัมป์ โดยให้คำมั่นว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเท่าใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม Financial Times รายงานว่า คำมั่นสัญญาดังกล่าวขาดกลไกการบังคับใช้ และยังไม่มีความชัดเจนว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานส่วนใดบ้าง


ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

นอกเหนือจากความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้าแล้ว ประชาชนชาวอเมริกันยังกังวลว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในวงกว้าง

ยกตัวอย่างพื้นที่ชนบทของรัฐเนแบรสกา สำนักข่าว AP รายงานว่า ประชาชนกังวลเรื่อง “พื้นที่เกษตรกรรมที่ลดลง” และ “ปริมาณน้ำที่ลดลง” ในขณะที่บรรดาบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เดินหน้าขยายโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนประชาชนในพื้นที่ตะวันออกของรัฐเท็กซัสร้องเรียนว่าถูกบีบให้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง “มลพิษทางอากาศ” จากการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีไฟฟ้าเพียงพอ

รายงานดังกล่าวยังอ้างคำพูดของคาร์ดัล โคลแมน ประธานพรรคเดโมแครตประจำดัลลัสเคาน์ตี ซึ่งวิจารณ์ว่าดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาเบียดบังงานของคนในพื้นที่ สร้างมลพิษทางอากาศ ซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และส่งเสียงดังรบกวนในย่านที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ การขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้กระแสคัดค้านโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รุนแรงขึ้น เช่น ในรัฐโอคลาโฮมา หนังสือพิมพ์ The Washington Post รายงานว่า ผู้คัดค้านโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google รายหนึ่งระบุว่า ประชาชนในพื้นที่ถูกปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่จะถูกก่อสร้างขึ้นในชุมชนของตนเอง


ใครได้ประโยชน์?

ปธน.ทรัมป์สนับสนุนการขยายดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเต็มที่ โดยอ้างถึงการสร้างงานและความมั่นคงของชาติเป็นเหตุผลในการเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

“ถ้าอยากประสบความสำเร็จและร่ำรวย พร้อมภาษีที่ต่ำลงอย่างมากและงานที่มีอยู่ทั่วทุกแห่ง ก็จงเปิดทางให้ดาต้าเซ็นเตอร์” ทรัมป์โพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวพาดพิงถึงชุมชนที่ปฏิเสธโครงการดาต้าเซ็นเตอร์

อย่างไรก็ตาม The Washington Post รายงานว่า นักเคลื่อนไหวคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนหนึ่งแสดงความกังวลที่นักการเมืองและบริษัทยักษ์ใหญ่ขอให้ประชาชนเสียสละ เพื่อแลกกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อาจไม่เกิดขึ้นจริง

ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เชนา ครอสแลนด์ ชาวบ้านในพื้นที่ แสดงความกังวลว่าดาต้าเซ็นเตอร์อาจซ้ำรอยอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เหมืองถ่านหินและการตัดไม้ ซึ่งเข้ามาใช้ทรัพยากรของรัฐ และทิ้งให้ชุมชนมากมายต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

“หวังว่าวงจรของการขูดรีดและการเอาเปรียบประชาชนจะยุติลงเสียที” ครอสแลนด์กล่าว

โดย ปรียพรรณ มีสุข/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต