ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ก้าวสู่ 75 ปี เปิดตัว “Crash Detection” ระบบตรวจจับอุบัติเหตุอัตโนมัติ พร้อมช่วยเหลือแบบเรียลไทม์

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงประกันภัย สิ่งที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือ “Peace of Mind” หรือความอุ่นใจจากการมีหลักประกันเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ซึ่งยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจประกันภัย ขณะเดียวกัน ประกันภัยไทยวิวัฒน์มองว่าบทบาทของประกันภัยสามารถก้าวไปได้มากกว่าการดูแลเมื่อเกิดเหตุ จึงมุ่งพัฒนาประกันภัยให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในหลากหลายด้าน ทั้งสุขภาพ การเดินทาง ที่อยู่อาศัย และการใช้รถยนต์ 

แนวคิดนี้นำมาสู่ทิศทาง “Beyond Peace of Mind สู่ Quality of Life” จากการสร้างความอุ่นใจเมื่อเกิดความเสี่ยง ไปสู่การช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในทุกวัน โดยมี “คิดเผื่อ เพื่อทุกชีวิต” เป็นแนวคิดสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ และมีเป้าหมายที่แท้จริงคือ การช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Non-Motor ในปี 69 ที่มุ่งให้ประกันภัยเข้ามาดูแลเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันมากขึ้น เริ่มจากประกันสุขภาพ “Active Health” ที่ส่งเสริมให้ผู้เอาประกันดูแลสุขภาพและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Garmin, Decathlon และศูนย์เวลเนสชั้นนำ โดยนำกิจกรรมการดูแลสุขภาพมาต่อยอดเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันทุกเดือนสูงสุดถึง 40% 

ด้านที่อยู่อาศัย “TVI Homie Care” ประกันภัยบ้าน รูปแบบใหม่ ออกแบบความคุ้มครองให้ครอบคลุมสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตในบ้านยุคปัจจุบัน รวมถึงความต้องการรูปแบบใหม่อย่าง สัตว์เลี้ยงและแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้ความคุ้มครองสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป 

ด้านการเดินทาง “TVI Smart Delay” สิทธิประโยชน์จากประกันภัยการเดินทางต่างประเทศพลัส ช่วยดูแลผู้เดินทางเมื่อเที่ยวบินล่าช้า โดยหากเที่ยวบินล่าช้าเกิน 90 นาที ลูกค้าสามารถใช้บริการห้องรับรองสนามบินในเครือข่าย LoungeKey เพื่อพักผ่อนระหว่างรอเที่ยวบินได้ทันที ลดความกังวลและเพิ่มความสะดวกในสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ 

สำหรับประกันภัยรถยนต์ ไทยวิวัฒน์เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี “ประกันรถเปิดปิด” เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาประกันภัยให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง เปิดตัวและพัฒนามานานกว่า 10 ปี ปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ากว่า 400,000 กรมธรรม์ ครอบคลุมการใช้งานทั่วทั้ง 77 จังหวัด ประกันรถเปิดปิดช่วยให้คนไทยเข้าถึงประกันภัยรถยนต์ได้มากขึ้น ด้วยแนวคิด จ่ายค่าเบี้ยตามที่ขับรถจริง สอดคล้องกับพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล และช่วยประหยัดค่าเบี้ยได้สูงสุดถึง 80% 

นอกจากนี้ ยังต่อยอดด้วยฟีเจอร์ “รถติดไม่คิดเบี้ย” ซึ่งได้คืนเวลาการใช้งานให้ลูกค้าแล้วกว่า 30 ล้านนาที ช่วยให้การคิดค่าเบี้ยประกันสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานรถมากยิ่งขึ้น  และบริษัทเดินหน้าพัฒนา Motor Insurance Ecosystemครอบคลุมตั้งแต่บริการดิจิทัล การตรวจสภาพรถ การนำ AI มาช่วยประเมินความเสียหาย การยกระดับมาตรฐานอู่ซ่อมผ่าน “Thaivivat Guarantee” การจัดตั้ง Quality Control Center เพื่อควบคุมคุณภาพอะไหล่ รวมถึง “รถทดแทนระหว่างซ่อม” ที่ลูกค้าสามารถเลือกรับรถได้ที่อู่พาร์ทเนอร์  จุดเดียวกันกับที่นำรถเข้าซ่อม  เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างต่อเนื่องระหว่างรอรถซ่อม 

สำหรับไฮไลต์สำคัญครั้งนี้ คือ การเปิดตัว “Crash Detection” ระบบตรวจจับอุบัติเหตุอัตโนมัติ ที่เข้ามาช่วยในช่วงเวลาขณะที่เกิดอุบัติเหตุซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เมื่อผู้ขับขี่อาจอยู่ในภาวะตกใจ ได้รับบาดเจ็บ หรือไม่สามารถโทรแจ้งเหตุและระบุตำแหน่งได้ด้วยตัวเอง โดยแนวคิดของ Crash Detection จึงเป็นการพัฒนาให้ช่วยลดขั้นตอนในสถานการณ์ดังกล่าว โดยให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตั้งแต่การตรวจจับเหตุการณ์อุบัติเหตุ ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลเพื่อประสานความช่วยเหลือลูกค้าประกันภัยเชิงรุกแบบเรียลไทม์

ขณะที่ในส่วนของเบี้ยรับรวมในปี 69 คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 10% โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมาประกันภัยรถยนต์ (Motor) เติบโต 7% และประกันภัยอื่นๆ (Non-Motor) เติบโต 15% ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีกรมธรรม์รวมประมาณ 1 ล้านฉบับ 

“ครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก โดยปกติของธุรกิจประกัน โดยเฉพาะไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจ โดยลูกค้าจะซื้อประกันเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี” นายเทพพันธ์ กล่าว

ดร.เฉลิมพล สายประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า Crash Detection ออกแบบให้ใช้งานง่าย โดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เพียงใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Thaivivat ระบบจะใช้เซ็นเซอร์ในสมาร์ตโฟนร่วมกับอัลกอริทึม เพื่อตรวจจับแรงกระแทกและรูปแบบการเคลื่อนไหวที่อาจเกิดจากอุบัติเหตุ เมื่อระบบตรวจพบเหตุผิดปกติที่เข้าเงื่อนไข จะแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานเพื่อยืนยันสถานการณ์และขอความช่วยเหลือได้ทันที”  

“เมื่อผู้ใช้งานกดขอความช่วยเหลือ ระบบจะส่งพิกัด GPS และข้อมูลที่จำเป็นไปยังศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อประสานทีมช่วยเหลือไปยังจุดเกิดเหตุ พร้อมให้ลูกค้าติดตามสถานะการช่วยเหลือได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การประสานงานในช่วงเวลาฉุกเฉินทำได้รวดเร็วขึ้น และลูกค้าสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง” ดร.เฉลิมพล กล่าว

เบื้องหลังการทำงานของ Crash Detection จึงเป็นการเชื่อมต่อเทคโนโลยีหลายส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่เซ็นเซอร์บนสมาร์ตโฟน การประมวลผลข้อมูลด้วยอัลกอริทึมการตรวจจับเหตุการณ์ที่เข้าเงื่อนไข การระบุตำแหน่งด้วย GPS ไปจนถึงการส่งข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อให้ข้อมูลจากจุดเกิดเหตุสามารถถูกส่งต่อไปยังทีมช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง 

Crash Detection จึงเป็นอีกก้าวของประกันภัยรถยนต์ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูแลลูกค้าตั้งแต่ช่วงแรกของเหตุการณ์ เพิ่มความรวดเร็วในการประสานความช่วยเหลือ และลดภาระของผู้ขับขี่ในช่วงเวลาที่อาจไม่สามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง  

นอกจากการพัฒนานวัตกรรมด้านประกันภัยแล้ว ประกันภัยไทยวิวัฒน์ยังเดินหน้าโครงการ “Thaivivat Caring Forward คิดเผื่อ เพื่อสังคม” เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมการขับขี่ปลอดภัยเลือกมูลนิธิที่ต้องการช่วยเหลือ โดยเมื่อครบปีกรมธรรม์และไม่มีการเคลมกรณีฝ่ายผิด นอกจากลูกค้าจะได้ส่วนลดเบี้ยประวัติดีในปีต่ออายุแล้วบริษัทฯ จะนำเบี้ยประกันปีปัจจุบันส่วนหนึ่ง บริจาคให้มูลนิธิที่ลูกค้าเลือกสนับสนุนและให้ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการบริจาคได้อีกด้วย ซึ่งในปี 69 นี้ลูกค้าสามารถลงทะเบียนเลือกช่วยเหลือหน่วยงานการกุศล ผ่านแอปพลิเคชันThaivivat ได้แก่ สภากาชาดไทย, โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ, กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก, มูลนิธิยุวพัฒน์, มูลนิธิกระจกเงา, มูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) และมูลนิธิรามาธิบดีฯ

ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทฯ ยังมอบเงินจำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ เพื่อสนับสนุนโครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี รองรับการรักษาพยาบาล การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในอนาคต โดยมี ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นผู้แทนรับมอบเงินบริจาคในครั้งนี้

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า โอกาสครบรอบ 75 ปีนี้ ได้พัฒนา Crash Detection ซึ่งสะท้อนทิศทางของไทยวิวัฒน์ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูแลลูกค้าในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประกันภัยให้ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนมากขึ้น และยังคงมุ่งมั่นเป็นพลังร่วมดูแลสังคมไปพร้อมกันด้วยกับโครงการ Thaivivat Caring Forward” 

“ก้าวต่อไปของไทยวิวัฒน์ คือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาการประกันภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการประกันภัยได้ง่ายขึ้น และได้รับการดูแลในมิติต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งในวันที่เกิดเหตุและในทุกวันที่ใช้ชีวิต” นายจีรพันธ์ กล่าว

บมจ.ไทยวิวัฒน์โฮลดิ้งส์ [TVH] ได้เข้าลงทุนในบมจ.ทูนประกันภัย จำกัด ในรูปแบบการซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่บุคคลในวงจำกัด (PP) โดยคิดเป็นมูลค่ารวมราว 60.24 ล้านบาท และ เข้าถือหุ้นคิดเป็น 25.1% ของทูนประกันภัย 

สำหรับเป้าหมายการลงทุนของบริษัทนั้นต้องการรุกตลาดประกันภัยการเดินทาง (Travel Insurance) ซึ่งทูนประกันภัยมีความโดดเด่น และ เป็นพันธมิตรหลักในประกันเดินทาง โดยการเข้าถือหุ้นช่วยให้บมจ.ไทยวิวัฒน์ โฮลดิ้งส์ [TVH] ขยายฐานลูกค้าและศักยภาพในกลุ่มประกันเดินทางได้ทันที ประกอบกับยังช่วยต่อยอดธุรกิจประกันวินาศภัยในกลุ่มประกันภัยอื่นๆ (Non-Motor) ให้มีความหลากหลาย และ เติบโตในระยะยาว

“เรามีการศึกษาที่จะลงทุนอย่างอื่นเพิ่มเติม โดยปัจจุบันก็ดูอยู่เรื่อยๆ ถ้าราคาได้ เราก็ทำ ซึ่งจะใช้เงินที่เหลือจากการตั้งสำรองมาลงทุน และ เงินที่เหลือจากเงินกองทุนที่เรามีอยู่” นายจีรพันธ์ กล่าว