EGCO มองแผน PDP ขุมทรัพย์ใหม่ แนะเอกชนเตรียมความพร้อมเพิ่มโอกาสธุรกิจ

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า [EGCO] ได้ร่วมแสดงทัศนะและมุมมองในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ ในงาน BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER “พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ว่าร่างแผน PDP 2026 สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนของการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ในระบบไฟฟ้าของประเทศ รวมทั้งยังมีประเด็นระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ตลอดจนความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับความผันผวนและความไม่เสถียรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของพลังงานหมุนเวียน

อีกทั้งยังคงมีการกำหนดสัดส่วนของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (CCGT) ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่าระบบไฟฟ้าของประเทศไทยยังคงต้องการโรงไฟฟ้าฐานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเข้ามาช่วยรักษาความมั่นคงและความเสถียรของระบบในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนมีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม บทบาทของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในอนาคตจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เดินเครื่องแบบนิ่งๆ คงที่ตลอดเวลา ไปสู่การเป็น Flexible Capacity ที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ต้องสามารถปรับเพิ่มหรือลดเมกะวัตต์ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มเข้ามาในระบบ ขณะเดียวกันจากเดิมที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมักจะเดินเครื่องขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 60% ของกำลังการผลิต แต่ในบริบทใหม่จะต้องสามารถลดกำลังการผลิตขั้นต่ำลงมาเหลือเพียง 30% ให้ได้ ซึ่งการลดกำลังการผลิตลงเหลือ 30% จะช่วยเปิดทางให้พลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้เต็มที่สามารถจ่ายเข้าสู่ระบบได้ โดยที่โรงไฟฟ้าก๊าซฯ ยังคงสแตนด์บายเดินเครื่องอยู่เพื่อรักษาความเสถียรของระบบ และพร้อมเร่งจ่ายไฟทันทีเมื่อพลังงานหมุนเวียนสะดุด

มองโอกาสภาคเอกชน ปรับปรุงสินทรัพย์เดิม ควบคู่คว้าโอกาสลงทุนใหม่

นายธวัชชัย ระบุว่า ภาพรวมการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมและผู้ผลิตไฟฟ้าตามร่างแผน PDP 2026 แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ:

  • การปรับปรุงสินทรัพย์เดิม (Existing Assets) ผู้ประกอบการต้องพิจารณาปรับปรุงโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่เดิม เพื่อยกระดับสมรรถนะให้มีความยืดหยุ่น สอดรับกับคุณลักษณะใหม่ที่ระบบไฟฟ้าต้องการ
  • โอกาสการลงทุนในโครงการใหม่ (New Investment Opportunities) แผน PDP 2026 เป็นโอกาสของการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในส่วนของการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติโรงใหม่ นอกจากนี้ยังรวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Storage System) ซึ่งแบตเตอรี่จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าร่วมกับพลังงานหมุนเวียน

เมื่อพิจารณาทางเลือกทั้ง 4 ฉากทัศน์ในร่าง PDP 2026 นายธวัชชัย ระบุว่า

  • ทางเลือกที่ 1 เป็นกรณีฐานที่อ้างอิงแนวทางตามแผนเดิม
  • ทางเลือกที่ 2 เป็นการคงโรงไฟฟ้าเดิมดั้งเดิมเพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงของระบบ แต่เสริมด้วยเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เข้ามาช่วยเสริมความมั่นคง แต่แลกมาด้วยต้นทุนของเทคโนโลยี
  • ทางเลือกที่ 3 เร่งพลังงานหมุนเวียนเต็มที่ ซึ่งตอบโจทย์เรื่องพลังงานสะอาดอย่างแน่นอน แต่ต้องมีโรงไฟฟ้าฐานไว้ดูแลความเสถียร และมีต้นทุนการปรับปรุงระบบ (RE Integration Cost) สูงราว 700,000 ล้านบาท
  • ทางเลือกที่ 4 เป็นทางเลือก “ทางสายกลาง” ระหว่างทางเลือกที่ 2 และที่ 3

นายธวัชชัย เปิดเผยว่า ส่วนตัวชอบทางเลือกที่ต้นทุนถูกที่สุดอยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวม ณ ปัจจุบัน ควรเลือกทางสายกลาง ซึ่งมีความสมเหตุสมผลในการเปลี่ยนผ่าน แม้ว่ารายละเอียดของทางเลือกนี้อาจยังต้องรอข้อสรุปหลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็น ขณะเดียวกัน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงตัวเลขค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผน 25 ปีในแต่ละเคส แตกต่างกันเพียงตัวเลขทศนิยมตำแหน่งที่ 3 และ 4 เท่านั้น ซึ่งระยะยาวอาจมีปัจจัยเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อีกมาก

ขณะเดียวกันภาคเอกชนเองก็ต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องใน PDP 2026 พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสในแผน เพื่อพร้อมคว้าโอกาสทันทีที่ภาครัฐกำหนดทิศทางนโยบายหรือเทคโนโลยีชัดเจนขึ้น ซึ่งภาคเอกชนพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมลงทุน เพื่อช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มีต้นทุนเหมาะสม มีเสถียรภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน