
ซิสเทมิก (Systemiq) บริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ร่วมกับองค์กรด้านการพัฒนาภูเขาและสิ่งแวดล้อมอีก 3 แห่ง เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในเดือนนี้ เตือนว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังเข้าใกล้จุดพลิกผัน หลังธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำของภูมิภาค ขณะที่คาดว่าหิมาลัยจะเข้าสู่ภาวะ “ปริมาณน้ำแตะจุดสูงสุด” (Peak Water) ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้
ผลการศึกษาระบุว่า การถอยร่นของธารน้ำแข็งทำให้เกิดทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีความเสี่ยงไม่มั่นคง โดยมีหินและน้ำแข็งกองตัวเป็นแนวกั้นอยู่เหนือหุบเขาซึ่งมีประชาชนหลายล้านคนอาศัยอยู่
การสูญเสียมวลธารน้ำแข็งเร่งตัวขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันมีธารน้ำแข็งเพียง 21 แห่งที่ได้รับการตรวจวัดภาคสนาม จากทั้งหมดราว 40,000 แห่งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 8 ประเทศ ตั้งแต่อัฟกานิสถานถึงเมียนมา
ในอินเดียพบทะเลสาบธารน้ำแข็งเกือบ 200 แห่งที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง โดย 56 แห่งมีความเสี่ยงสูงมาก ทำให้ประชาชนหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำอาจได้รับผลกระทบ
รายงานระบุว่า เมื่อภูมิภาคเข้าสู่ภาวะ “ปริมาณน้ำแตะจุดสูงสุด” ซึ่งหมายถึงช่วงที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดก่อนจะเริ่มลดลง อาจส่งผลอย่างมากต่อความมั่นคงด้านน้ำของภูมิภาค เนื่องจากพื้นที่หิมาลัยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจอินเดีย โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของ GDP ประเทศ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจระดับชาติที่ประชาชนหลายร้อยล้านคนพึ่งพา
แม้พื้นที่หิมาลัยคิดเป็นราว 18% ของพื้นที่อินเดีย แต่กลับเป็นพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติประมาณ 35% ของทั้งประเทศ
ทั้งนี้ ผลการศึกษามีขึ้นหลังธารน้ำแข็งบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตถล่มลงในช่วงปลายเดือนส.ค. ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันแบบลูกโซ่ลงสู่หุบเขา โดยมีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 1,300 ราย และสูญหายกว่า 5,300 รายในเนปาลและเขตทิเบตของจีน
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต





