ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันจันทร์ (14 ก.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มบริษัทผลิตชิป หลังจากผู้บริหารของบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายรายในสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลด้านความปลอดภัยและเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมทั้งความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 52,421.20 จุด ลดลง 152.09 จุด หรือ -0.29%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,619.98 จุด ลดลง 37.00 จุด หรือ -0.48%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,186.41 จุด ลดลง 146.62 จุด หรือ -0.56%
หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 1.67% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 1.44% ส่วนหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.8% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์แครพุ่งขึ้น 1.35%
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ร่วงลง หลังจากดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของบริษัท Anthropic ได้เรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของ AI ขณะที่ผู้บริหารของบริษัท OpenAI และ xAI ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงในการพัฒนา AI อย่างรวดเร็วเช่นกัน
แซม อัลต์แมน ซีอีโอของบริษัท OpenAI เปิดเผยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า OpenAI จะยังไม่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2569 โดยอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของเทคโนโลยี AI นอกจากนี้ อัลต์แมนยังเห็นด้วยกับซีอีโอของ Anthropic ที่ว่า บริษัท AI ต่าง ๆ จำเป็นต้องกำหนดจังหวะในการพัฒนา AI ให้เหมาะสม
อัลท์แมนเตือนว่า มี 2 แนวทางที่ความก้าวหน้าของ AI อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ “เลวร้ายอย่างมาก” ได้แก่ การที่มนุษย์สูญเสียการควบคุมอนาคตให้กับ AI และการที่อำนาจจำนวนมากเกินไปกระจุกตัวอยู่ที่บุคคลหรือบริษัทเพียงรายเดียว
คำเตือนดังกล่าวทำให้นักลงทุนกังวลว่า หากอุตสาหกรรม AI ชะลอการพัฒนา ก็อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อบริษัทต่าง ๆ ในธุรกิจนี้ และทำให้มีการชะลอการใช้งาน AI
หุ้น Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วงลง 3.4% ขณะที่หุ้นบริษัทผลิตชิปรายอื่น ๆ ปรับตัวลงเช่นกัน โดยหุ้น Micron Technology ดิ่งลงกว่า 5% ขณะที่หุ้น Broadcom และหุ้น Advanced Micro Devices (AMD) ต่างก็ร่วงลงกว่า 4%
ส่วนดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ร่วงลง 5.9%
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ดีดตัวขึ้น โดยหุ้น ServiceNow, หุ้น Adobe และหุ้น Workday ปรับตัวเพิ่มขึ้นระหว่าง 4% – 7.4% โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าวฟื้นตัวหลังจากที่ถูกเทขายออกมาอย่างหนักก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากความกังวลว่าเทคโนโลยี AI อาจจะเข้ามาดิสรัปต์ธุรกิจซอฟต์แวร์และส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของบริษัทกลุ่มนี้
ตลาดยังได้ปัจจัยลบจากราคาน้ำมัน WTI [WTI.X] และน้ำมันเบรนท์ [BRENT.X] ที่พุ่งขึ้นกว่า 1% และต่างก็ปิดที่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากซาอุดีอาระเบียประกาศปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline เนื่องจากถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและสถานะการคลังของรัฐบาลได้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นทะลุระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับที่นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และบั่นทอนความต้องการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต
นักวิเคราะห์จากบริษัท Longbow Asset Management ให้ความเห็นว่า การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุระดับ 5% ถือเป็นเรื่องน่ากังวล และอาจกดดันให้เฟดต้องดำเนินการมากกว่าแค่การปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว
เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 90% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันพุธนี้ (16 ก.ย.) เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่เป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





