ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันจันทร์ (14 ก.ย.) หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงกดดันจากผู้บริหารบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำที่เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา ขณะที่ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนลดความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 635.99 จุด ลดลง 3.11 จุด หรือ -0.49%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,117.78 จุด ลดลง 61.99 จุด หรือ -0.76%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,440.81 จุด ลดลง 127.75 จุด หรือ -0.50%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,697.57 จุด เพิ่มขึ้น 47.13 จุด หรือ +0.44%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วง 2.1% ตามการปรับตัวลงของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลก หลังจาก ดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องเมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ให้บริษัทต่าง ๆ ชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของโมเดล AI เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยได้รับการสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ แห่ง xAI และ แซม อัลท์แมน ซีอีโอของ OpenAI
หุ้น Soitec ผู้ผลิตชิปจากฝรั่งเศส เป็นหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 โดยร่วง 12.5%
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ปรับตัวขึ้น โดยหุ้น Octave Intelligence, Capgemini, Sage และ Relx เพิ่มขึ้นระหว่าง 5% ถึง 7.5%
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า หุ้นเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากกระแสความกังวลที่เรียกว่า SAASpocalypse ซึ่งเกิดจากความวิตกว่าการพัฒนา AI จะทำลายธุรกิจของบริษัทเหล่านี้
ความกังวลดังกล่าวรุนแรงเกินจริง แต่หากบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ชะลอการพัฒนา ก็จะทำให้แนวโน้มรายได้ของ Sage, RELX และบริษัทซอฟต์แวร์ในลักษณะเดียวกันทั่วโลกสดใสขึ้น แม้จะเป็นเพียงการเลื่อนเวลาที่ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับผลกระทบในระยะยาวก็ตาม
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ยุโรปร่วง 2.5% โดยหุ้นเหมืองทั้งโลหะพื้นฐานและโลหะมีค่าปรับตัวลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนตัวลง
หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์สวนทางตลาดโดยรวม โดยเพิ่มขึ้น 2.7% ขณะที่หุ้น GSK พุ่งขึ้น 4.7% หลังรายงานผลการทดลองยารักษามะเร็งปอด 2 ชนิดในเชิงบวก ซึ่งช่วยหนุนแรงส่งของหุ้นกลุ่มดังกล่าว
หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 0.8% แม้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 2% หลังเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบียครั้งใหม่ รวมถึงการโจมตีเรือในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นสำคัญ และตอกย้ำการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั่วโลกอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเศรษฐกิจยุโรปมีความเสี่ยงเป็นพิเศษจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้ามาก
เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนในวันจันทร์ว่า เงินเฟ้อในยูโรโซนอาจสูงกว่าประมาณการที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว ขณะที่นักลงทุนในตลาดขณะนี้คาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปี หลังจากเพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ซึ่งถือเป็นอัตราผลตอบแทนอ้างอิงของภูมิภาค แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2552 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนอ้างอิง เพิ่มขึ้นแตะระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 5%
สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 0.25% ซึ่งแตกต่างจากเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ตลาดให้น้ำหนักใกล้เคียงกันระหว่างการปรับขึ้นดอกเบี้ยกับการคงอัตราดอกเบี้ย
ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้านฝ่ายกลางซ้ายของสวีเดนมีแนวโน้มมากที่สุดที่จะก้าวขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลในวันจันทร์ หลังการเลือกตั้งที่สูสีทำให้อิทธิพลของฝ่ายขวาจัดลดลง
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





