
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ถอดสินค้าแคนาดาออกจากสัญญาจัดซื้อของภาครัฐ ตามที่เคยขู่ไว้ก่อนหน้านี้ นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดที่สุมไฟความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างทั้งสองชาติให้ร้อนระอุขึ้น หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างตอบโต้กันไปมาด้วยการเรียกเก็บภาษี ภายหลังการเจรจายุติสงครามการค้าประสบกับความล้มเหลวในนาทีสุดท้ายเมื่อเดือนส.ค.
คำสั่งแบนดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เสนอให้แคนาดาเข้าเป็น “สมาชิกสมทบ” (Associate Member) ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันพุธ (16 ก.ย.) โดยทรัมป์โจมตีข้อเสนอดังกล่าวว่าอาจเข้าข่ายการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ พร้อมทั้งขู่ว่าจะจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับสินค้าจากยุโรป หรืออาจยุติการค้ากับยุโรปในหลาย ๆ ด้าน
ทั้งนี้ ทำเนียบขาวได้วิพากษ์วิจารณ์แคนาดาเกี่ยวกับมาตรการกีดกันบริษัทสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้าถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลแคนาดาผ่านนโยบาย “Buy Canadian”
ขณะที่เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณผ่านการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า เขาจะถอดสินค้าแคนาดาออกจากรายการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ เว้นแต่ว่าแคนาดาจะฟื้นฟูการแลกเปลี่ยนที่เต็มรูปแบบและเป็นธรรมให้กับเกษตรกรและบริษัทต่าง ๆ ของสหรัฐฯ
โดยทรัมป์ระบุในเวลานั้นว่า สินค้าและบริการของแคนาดาที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ จัดซื้อจัดจ้างภายใต้สัญญาที่เรียกว่า Multiple Award Schedule นั้น มีมูลค่ามากกว่า 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี
โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/ปนัยดา ปัทมโกวิท





