มองมุมต่าง: อินโดฯ เปลี่ยนขุนคลัง ระวัง Fund Flow ไหลออกจากหุ้นไทย

หนึ่งในแรงสนับสนุนของ ตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา อาจไม่ได้เกิดจากพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน หรือ ประเทศไทย เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก เงินทุนเคลื่อนย้ายภายในภูมิภาคนี้

โดยเฉพาะเงินบางส่วนที่ลดน้ำหนักการลงทุนในอินโดนีเซีย แล้วโยกเข้ามาพักในตลาดหุ้นไทยแทน

ข้อมูลจากหลากหลายโบรกเกอร์ต่างประเทศที่ได้มีโอกาสพบปะนักลงทุนช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงผู้ร่วมงาน Thailand Focus 2026 สะท้อนว่า นักลงทุนสถาบันบางส่วนที่ถือหุ้นไทยอยู่ในปัจจุบัน เป็นเงินที่ย้ายออกมาจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย หลังความกังวลเรื่องวินัยการคลัง ความไม่แน่นอนของนโยบาย การแทรกแซงธนาคารกลาง ตลอดจนค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนตัวลง

ช่วงที่ผ่านมา เงินก้อนนี้จึงอาจไม่ได้มองหุ้นไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ถาวร แต่เลือกตลาดหุ้นไทยในฐานะตลาดที่มีเสถียรภาพมากกว่า มีหุ้นขนาดใหญ่ สภาพคล่องเพียงพอ เงินปันผลค่อนข้างสูง และความเสี่ยงด้านนโยบายในช่วงเวลานั้นต่ำกว่าอินโดนีเซีย

แต่ถ้าหากอินโดนีเซียเริ่มแก้ปัญหาที่ทำให้นักลงทุนเคยใช้เป็นเหตุผล ในการถอนเงินออกมา หากปัญหาดังกล่าวถูกแก้ไข เม็ดเงินดังกล่าวจะไหลกลับหรือไม่!?

การตัดสินใจของประธานาธิบดี Prabowo Subianto ที่ปลด Purbaya Yudhi Sadewa และแต่งตั้ง Suahasil Nazara ขึ้นเป็นรัฐมนตรีคลังคนใหม่ จึงมีความหมายที่มีนัยยะต่อตลาดทุนไทยมากกว่าที่จะมองข้ามไป

เพราะ Suahasil ไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์สายเทคนิคที่ทำงานในกระทรวงการคลังมายาวนาน เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานนโยบายการคลัง และดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังมาตั้งแต่ปี 2019

เขายังเคยทำงานใกล้ชิดกับ Sri Mulyani Indrawati อดีตรัฐมนตรีคลังที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากนักลงทุนต่างประเทศและบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

การขึ้นมาของ Suahasil จึงถูกตีความว่าเป็นความพยายามดึงความน่าเชื่อถือด้านการคลังกลับคืนมา หลังนโยบายในยุค Purbaya ถูกมองว่าคาดเดาได้ยากและให้น้ำหนักกับการเร่งการเติบโตมากเกินไป

ทันทีที่ชื่อของ Suahasil ได้ถูกประกาศ และตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ทำให้ความน่าเชื่อถือด้านนโยบายของอินโดนีเซียมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และค่าเงินรูเปียห์ ต้องการความมีเสถียรภาพเหล่านี้

หากตลาดเชื่อว่าอินโดนีเซียกำลังถอยห่างจากนโยบายประชานิยมที่มากเกินไป ลดการแทรกแซงธนาคารกลาง และกลับมาให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ความเสี่ยงที่เคยผลักเงินออกจากอินโดนีเซียก็จะลดลงทันที

จุดดังกล่าว อาจจะกลายเป็นความพลิกผันที่ตลาดหุ้นไทยควรต้องใส่ใจ เนื่องจากอินโดนีเซียมีสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติหลายรายต้องการ ทั้งขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ประชากรกว่า 280 ล้านคน การบริโภคภายในประเทศที่แข็งแรง ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนโอกาสเติบโตของธุรกิจธนาคาร โทรคมนาคม สินค้าอุปโภคบริโภค และโครงสร้างพื้นฐาน หากความเสี่ยงด้านนโยบายลดลง นักลงทุนอาจกลับไปมองผลตอบแทนจากการเติบโตของอินโดนีเซียอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ การลดน้ำหนักอินโดนีเซียเปิดโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยได้รับเงินจากการปรับพอร์ตภายในอาเซียน แต่เมื่อเหตุผลในการหลีกเลี่ยงอินโดนีเซียเริ่มเบาบางลง ผู้จัดการกองทุนก็อาจขายหุ้นไทยบางส่วนเพื่อนำเงินกลับไปซื้อหุ้นอินโดนีเซีย โดยเฉพาะหากราคาหุ้นอินโดนีเซียยังสะท้อนความกังวลเดิมอยู่มาก และทำให้มีส่วนต่างการฟื้นตัวสูงกว่าหุ้นไทย

ทั้งนี้ ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดกับหุ้นไทยทุกตัว เนื่องจากหุ้นที่ปรับขึ้นมามากและมีนักลงทุนต่างชาติถือครองสูง รวมถึงกลุ่มธนาคาร สื่อสาร พลังงาน และหุ้นขนาดใหญ่ที่ถูกใช้เป็นตัวแทนลงทุนในอาเซียน มีโอกาสเผชิญแรงสับเปลี่ยนเงินลงทุนมากกว่าหุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเฉพาะบริษัท

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรัฐมนตรีคลังเพียงคนเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เงินไหลกลับทันที เพราะทิศทางงบประมาณสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี Prabowo และโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการอาหารฟรีในโรงเรียนและเงินอุดหนุนด้านพลังงาน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นและเงินรูเปียห์อ่อนค่า

Suahasil จึงต้องพิสูจน์ว่าเขามีอำนาจมากพอที่จะรักษาวินัยการคลัง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนบุคคล แต่ยังดำเนินนโยบายแบบเดิม หากการขาดดุลยังเพิ่มขึ้น ค่าเงินยังอ่อน และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือยังไม่คลายความกังวล การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นก็อาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่าเงินจะไหลออกทั้งหมด แต่ต้องยอมรับว่าแรงซื้อจากต่างชาติบางส่วนอาจเป็น เงินที่หนีความเสี่ยงจากอินโดนีเซียมากกว่าเงินที่เชื่อมั่นในพื้นฐานไทยอย่างถาวร

เมื่ออินโดนีเซียเริ่มซ่อมแซมความน่าเชื่อถือ เงินก้อนนี้ย่อมมีโอกาสไหลกลับ และการแข่งขันเพื่อแย่งชิง Fund Flow ในอาเซียนจะรุนแรงขึ้น

ตลาดหุ้นไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาเพียงภาพของตลาดที่ปลอดภัย มีเงินปันผลสูง และมูลค่าไม่แพงได้ตลอดไป หากกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโต เศรษฐกิจยังขยายตัวช้า และไม่มีเรื่องราวใหม่รองรับตลาด เงินต่างชาติที่เคยย้ายจากจาการ์ตามา ก็พร้อมเดินทางกลับทันทีที่เห็นว่าอินโดนีเซียให้ผลตอบแทนซึ่งคุ้มค่ากับความเสี่ยงอีกครั้ง

การเปลี่ยนรัฐมนตรีคลังของอินโดนีเซียจึงอาจเป็นก้าวที่ดี สำหรับจาการ์ตา แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นสัญญาณเตือนสำหรับตลาดหุ้นไทยว่า Fund Flow ที่ไหลเข้ามาไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของใคร และพร้อมเคลื่อนย้ายไปยังตลาดที่มีทั้งความน่าเชื่อถือและโอกาสเติบโตสูงกว่าเสมอ

โดย ธิติ ภัทรยลรดี

ข่าวล่าสุด