
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – มิถุนายน 2569) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้น 0.9% สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่ขยายตัว 2.4% โดยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 6.0% ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลง 0.8% ส่วนการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานลดลง 0.4% พร้อมคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานของประเทศตลอดปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.4%
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.9% โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% ขณะที่การใช้น้ำมันลดลง 0.8% ถ่านหินลดลง 6.0% และลิกไนต์ลดลง 52.5% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย GDP ไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก
ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.6% การลงทุนรวมขยายตัว 9.5% และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6%
สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้
– การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 0.8% โดยการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1% ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 2.4% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
– ด้านการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.9% และการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.1% สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น 1.49% และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้น 5.39 %
– การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 17.9 พันตันต่อวัน ลดลง 0.7% โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีสัดส่วนสูงสุด 43% มีการใช้เพิ่มขึ้น 0.5% รองลงมาเป็นภาคครัวเรือน มีสัดส่วน 32% มีการใช้เพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วน 15% มีการใช้ลดลง 0.1% และภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนร้อยละ 10% มีการใช้ลดลง 1.6%
– การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 8.5% โดยส่วนใหญ่ 63% เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.4% ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รองลงมาเป็นการใช้ในภาคอุตสาหกรรม ใช้ในโรงแยกก๊าซ และใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ตามลำดับ
– การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลง 16.5% โดยการใช้ถ่านหินลดลง 6.0% จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลง 52.5% เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
– การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6.0% โดยภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 40.4% ใช้เพิ่มขึ้น 3.1% ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10.2% และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.4% ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน
ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 5.0% โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุด 61% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รองลงมาเป็นไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยน พลังงานหมุนเวียน ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ พลังน้ำ และน้ำมัน
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 121.0 ล้านตัน CO2 ลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน ลดลง 3.2% รองลงมา คือ ภาคขนส่งมีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 40.8 ล้านตัน 1.4% ภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 30.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.9% และภาคอื่น ๆ ปล่อย CO2 อยู่ที่ 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.2%
สำหรับภาคขนส่งทางบก การใช้พลังงานอยู่ที่ 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลง 1.4% ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 87.1% สอดคล้องกับยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมิถุนายน 2569 ที่อยู่ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้น 66%จากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 296,813 คัน
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัยด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่ง จากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงาน ในปี 2569 ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
“สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้น 1.4% อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี” นายวัฒนพงษ์ กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





