ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พร้อมผนึกทีมรัฐบาลเดินทางโรดโชว์สหรัฐฯ-อังกฤษพบกองทุนระดับโลก อวดโครงการ BOI to IPO ปรับลดเกณฑ์ดึง New Economy เข้าตลาดหุ้น SET และ mai ทั้งลดระยะเวลา Track Record และลด Market Cap หวังช่วยธุรกิจศักยภาพสูงเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เร็วขึ้น คาดได้เห็นบริษัทแรกภายใต้โครงการเข้าเทรดปลายปี 70

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวว่า โครงการ “BOI to IPO” ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างนักลงทุนกับบริษัทที่ต้องการระดมทุน โดยได้มีการปรับเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการสนับสนุนของ บีโอไอ ที่มุ่งเน้น 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในกลุ่ม New Economy
ตลท.ปรับลดเกณฑ์สำหรับ New Economy ได้แก่ ระยะเวลาประวัติการดำเนินธุรกิจ (Track Record) จากเดิม มากกว่า 2 ปี ให้ลดเหลือ 1 ปี และ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) สำหรับตลาด SET ลดจาก 7,500 ล้านบาท เหลือ 3,000 ล้านบาท และ ตลาด mai ลดจาก 2,000 ล้านบาท เหลือ 1,000 ล้านบาท
“ต้องยอมรับว่าธุรกิจที่เพิ่งลงทุนใหม่ๆ รายได้หรือกำไรอาจจะยังไม่ได้เกิดขึ้น 100% แต่เขามี Potential สูงมากในอนาคต การลดเกณฑ์ลงมาจะช่วยให้เขาเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงรักษาคุณภาพและความปลอดภัยในการลงทุนให้กับนักลงทุนอย่างเข้มงวด” นายอัสสเดช กล่าว
นอกจากนี้ ตลท.อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ใหม่ คือกลุ่ม Technology อ้างอิงจากรูปแบบของตลาดต่างประเทศ โดยอยู่ในขั้นตอนการนิยาม (Define) ว่าธุรกิจประเภทใดจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ เพื่อสนับสนุนให้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ในสัปดาห์หน้าผู้บริหาร ตลท.จะร่วมเดินทางไปกับคณะของนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เพื่อไปโรดโชว์ที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ซึ่งจะมีโอกาสหารือกับนักลงทุนต่างประเทศ ในรูปแบบ Group Meeting คาดว่าจะมีกองทุนระดับเมกะฟันด์เข้าร่วม 10-15 ราย และ การประชุมแบบรายบุคคล (Individual Meeting) กับกองทุนยักษ์ใหญ่ของโลก โดยจะนำเสนอนโยบายระดับมหภาคของรัฐบาล รวมถึงนำเสนอโครงการ “BOI to IPO”
อีกทั้งส่วนหนึ่งของ MOU ทั้ง 3 หน่วยงานเพื่อสนับสนุนโครงการ BOI to IPO ได้ตั้งคณะทำงาน (Task Force) ร่วมกันเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายแล้ว ขณะนี้มีบริษัทหลายรายที่แสดงความสนใจ แต่เนื่องจากกระบวนการทำ IPO ถือเป็นความลับทางธุรกิจ (Confidential) และต้องผ่านการตัดสินใจภายในของบริษัท จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ โดยมีบริษัทเป้าหมายที่จะเข้าไปคุยมากกว่า 10 บริษัท
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของกรอบเวลา (Timeline) หากพิจารณาจากกระบวนการเตรียมตัวที่ต้องใช้ความรัดกุมสูง คาดหวังว่า น่าจะได้เห็นบริษัทแรกภายใต้โครงการนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ในช่วงปลายปีหน้า (ปี 2570) และหลังจากนั้นเชื่อว่าจะมี Pipeline บริษัทที่รอเข้าคิวจดทะเบียนทยอยตามมาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
นายอัสสเดช กล่าวถึงทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ว่า ช่วงที่ผ่านมามีจังหวะไหลออกบ้าง ซึ่งความผันผวนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตลาดหุ้นไทย แต่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลก ปัจจัยกดดันหลักมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) สูงขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกไปที่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ไม่ใช่เพียงประเด็นกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เท่านั้น เชื่อว่าเป็นความผันผวนระยะสั้น แต่โดยพื้นฐานเวลามี IPO ในตลาดหุ้นไทย ส่วนใหญ่ดึงดูดนักลงทุนประเภทระยะยาว (Long-term Investors) ที่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก และความมั่นคงของกิจการ
โดย วรินทร ศิรินอก





