
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางการทำงานร่วมกันของคณะรัฐมนตรี โดยย้ำว่า ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน พร้อมให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพและการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการทำงานของรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากภาคการเมืองว่า การพิจารณาบุคคลเข้าร่วมรัฐบาลคำนึงถึงประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ และผลงานที่ผ่านมา โดยมีทั้งผู้ที่มีประสบการณ์จากระบบราชการและผู้บริหารมืออาชีพจากภาคเอกชน ซึ่งสามารถนำความเชี่ยวชาญมาสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศได้
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบุคลากรในคณะรัฐมนตรี อาทิ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้มีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้มีประสบการณ์ด้านการคลัง นางสาวศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้บริหารมืออาชีพจากภาคเอกชน และพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีประสบการณ์จากสายอาชีพทหาร โดยยืนยันว่าพอใจกับผลงานของรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท พร้อมให้ความมั่นใจว่า หากปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีเจตนารมณ์ที่ดี และยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ก็สามารถทำงานได้ โดยมีระบบราชการและกฎระเบียบเป็นกรอบในการดำเนินงาน
สำหรับรัฐมนตรีที่มาจากภาคการเมือง ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้บริหารพรรคการเมือง มีบทบาทสำคัญในการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจบริบทของพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เสียงของประชาชนมีความสำคัญ และรัฐบาลต้องนำข้อเสนอและปัญหาที่ได้รับฟังมาพิจารณาผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลเป็นการผสานความรู้และประสบการณ์จากภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคเอกชน โดยแต่ละฝ่ายมีบทบาทเกื้อหนุนกัน โดยผู้ที่มีประสบการณ์ในระบบราชการสามารถช่วยหาแนวทางดำเนินงานภายใต้กฎระเบียบ ขณะที่ฝ่ายการเมืองนำเสนอปัญหาและความต้องการของประชาชน เมื่อทำงานร่วมกันจึงเกิดพลังในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่คณะรัฐมนตรีทำงานด้วยการให้เกียรติและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือประโยชน์ของประเทศและประชาชน และเมื่อนโยบายใดต้องอาศัยมติคณะรัฐมนตรี ก็ถือเป็นผลงานร่วมกันของรัฐบาล
“วันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดถึงการเมืองก่อนไม่ได้ ผมต้องคิดถึงบ้านเมืองก่อน” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมระบุว่า ต้องการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีความปลอดภัย มีความพร้อม มีความสงบสามัคคี และมีรากฐานที่ดี
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากข้าราชการประจำ ซึ่งไม่เพียงสนับสนุนการดำเนินนโยบาย แต่ยังช่วยเสนอแนวคิดและต่อยอดการทำงานร่วมกัน โดยยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งมีการนำแนวคิดจากฝ่ายข้าราชการประจำมาร่วมพัฒนา ถือเป็นโชคดีในการบริหารราชการ
*ย้ำน้ำมันในประเทศเพียงพอ พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน
นายอนุทิน กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและความจำเป็นในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความมั่นคงด้านพลังงานว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือ ประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานของตนเอง ทั้งก๊าซธรรมชาติ ลม และแสงอาทิตย์ ซึ่งมีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศจะส่งผลต่อราคาน้ำมัน ซึ่งผันผวนตามสถานการณ์และเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ปริมาณน้ำมันที่นำเข้ามากลั่นและใช้ภายในประเทศยังมีเพียงพอ
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปริมาณน้ำมันในประเทศมีเพียงพอจนต้องบริหารจัดการสต็อกและพิจารณาเรื่องการส่งออกน้ำมัน เนื่องจากมีน้ำมันส่วนเกิน แม้ประเทศไทยยังนำเข้าน้ำมันในปริมาณเดิม แต่ประชาชนให้ความร่วมมือในการใช้พลังงานอย่างประหยัด ขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนไปใช้พลังงานประเภทอื่นมากขึ้น ทั้งพลังงานไฟฟ้าและพลังงานจากธรรมชาติ รวมถึงการลดการใช้น้ำมันในเครื่องยนต์สันดาป
สำหรับมาตรการรองรับสถานการณ์พลังงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยมีแนวทางสนับสนุนสินเชื่อสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้พลังงานน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติไปใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร





