บมจ. อีฟ แอนด์ บอย (EVEANDBOY) หรือ [EB] อยู่ระะหว่างรอสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูล โดยจะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 170.354 ล้านหุ้น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

EB ประกาศชูโมเดลธุรกิจ “Multi-Brand” สร้างความแตกต่างด้วยแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 24,000 รายการ (SKUs) รวมถึงเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าแบบ Exclusive Brand และ Exclusive Item ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ โดยตั้งเป้าขยายสาขาเป็น 320 สาขาภายในปี 74 จาก 71 สาขา ณ 30 มิ.ย.69
นายทินพันธุ์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า EVEANDBOY จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 170,354,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 25.05๔ ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการออกและเสนอขายหุ้น IPO วัตถุประสงค์นำเงินไปใช้ลงทุนขยายสาขา ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการซื้อสินค้าเพื่อการจัดจำหน่าย
นายหิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EB เปิดเผยว่า บริษัทประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าด้านความงามและสุขภาพภายใต้แบรนด์ EVEANDBOY โดยสร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอสินค้าหลากหลายแบรนด์ (Multi-Brand) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งวางเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าความงามและสุขภาพอันดับ 1 ในประเทศไทย

ณ วันที่ 30 มิ.ย.69 บริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายรวมกว่า 24,000 รายการ (SKUs) ผ่านการคัดสรรแบรนด์ที่มีคุณภาพสอดรับกับเทรนด์ความงามและสุขภาพภายใต้ราคาที่คุ้มค่า พร้อมทั้งมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยมีผู้ให้คำปรึกษาผลิตภัณฑ์และความงาม (Beauty Assistant) และช่างแต่งหน้ามืออาชีพ (Professional Makeup Artist) เพื่อให้คำแนะนำการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตนเอง
อ้างอิงตามรายงานวิจัยตลาดที่จัดทำโดย Euromonitor International EVEANDBOY เป็นผู้ประกอบการค้าปลีกเฉพาะทางผลิตภัณฑ์ด้านความงามอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปี 59 เป็น 15.6% ในปี 68 สะท้อนถึงการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง การรับรู้ของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และความสอดคล้องของรูปแบบธุรกิจแบบหลายแบรนด์ที่ตอบสนองต่อกระแสนิยมความต้องการด้านความงามในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19
บริษัทมีสินค้าครอบคลุม 4 ประเภท ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) (2) เครื่องสำอาง (Make Up) (3) น้ำหอม (Fragrance) และ (4) ของใช้ส่วนตัว (Personal Care)
แบรนด์หลากหลายแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Niche Brand) กลุ่มสินค้าระดับพรีเมียม (Prestige Brand) กลุ่มสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ (Masstige Brand) และกลุ่มสินค้าสำหรับฐานลูกค้าในวงกว้าง (Mass Brand) นอกจากนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีแบรนด์ที่บริษัทฯ เป็นเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าแต่เพียงรายเดียว (Exclusive Brand) จำนวน 25 แบรนด์ อาทิ แบรนด์ Lilybyred, Kylie Cosmetics ฯลฯ และมีสินค้าที่บริษัทฯ เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าแต่เพียงรายเดียว (Exclusive Item) อาทิ แบรนด์ Mellme, Roundlab ฯลฯ เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ลูกค้าและเสริมศักยภาพการเป็นผู้นำตลาด
บริษัทวางกลยุทธ์การใช้แพลตฟอร์ม Omni-channel โดยผสานจุดแข็งของสาขากับช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์และแอปพลิเคชันของบริษัทฯ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ รวมถึงโซเชียลคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างประสบการณ์เลือกซื้อสินค้าแบบไร้รอยต่อ โดยบริษัทวางแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเป็น 320 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงจังหวัดหัวเมืองต่าง ๆ ภายในปี 74 จาก ณ วันที่ 30 มิ.ย.69 มีจำนวน 71 สาขา ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall) ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้าเครือข่าย และนอกศูนย์การค้า ซึ่งการขยายสาขาจะเพิ่มศักยภาพเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) และสามารถบริหารต้นทุนการขายสินค้าและต้นทุนในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน





