ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 33.68/69 แข็งค่าจากช่วงเช้า คาดกรอบต้นสัปดาห์หน้า 33.60-33.80

ค่าเงินบาท [USDTHB.X] ปิดเย็นนี้ที่ระดับ 33.68/69 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากเปิดช่วงเช้าที่ระดับ 33.72 บาท/ดอลลาร์

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ที่ระดับ 33.68/69 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเช้า โดยระหว่างวัน เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 33.68-33.74 บาท/ดอลลาร์

ทิศทางของเงินบาทวันนี้ เป็นไปตามแรงซื้อขายในช่วงสิ้นเดือน ประกอบกับวันนี้ ราคาทองคำระหว่างวันย่อตัวลงไปหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ตลาดรอติดตามในคืนนี้เป็นทางฝั่งของยูโรโซน ได้แก่ อัตราว่างงานเดือนก.ย. และตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2569 (ประมาณการเบื้องต้น)

นักบริหารเงิน คาดว่าในต้นสัปดาห์หน้า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.60 – 33.80 บาท/ดอลลาร์

* ปัจจัยสำคัญ

– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 157.27/29 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 157.52 เยน/ดอลลาร์

– เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1197/99 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1190 ดอลลาร์/ยูโร

– ดัชนี SET ปิดที่ 1,518.59 จุด ลดลง 26.01 จุด (-1.68%) มูลค่าซื้อขาย 73,620.02 ล้านบาท 

– รุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,060.43 ล้านบาท

– สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยเศรษฐกิจไทยในเดือนกันยายน 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าและการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน ขณะที่การท่องเที่ยวยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ต้องติดตามทิศทางราคาพลังงาน สถานการณ์ตลาดเงินและตลาดทุน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย

– ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเดือนกันยายน 2569 โดยรวมปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำปรับเพิ่มขึ้นมากจาก หมวดอิเล็กทรอนิกส์ตามแรงส่งของวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลก รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งขึ้นมาก ตามการนำเข้าอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกัน

– สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้เริ่มจัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ด้วยวิธีเชื่อมโยงแบบลูกโซ่ (Chain-link Approach) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น โดยล่าสุด ดัชนี MPI เดือนก.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 101.37 ขยายตัว 2.05% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) อยู่ที่ 60.58%

– Krungthai Compass ระบุว่า GDP ปี 69 มีโอกาสปรับขึ้นอีก 0.3% เป็น 2.6% จากประมาณการ GDP เดิมที่ 2.3% หลังสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ปรับปรุงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เบื้องต้นในเดือน ก.ย. 69 โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รายการ รวมถึงเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานใหม่ ครอบคลุมข้อมูลในกลุ่มวงจรรวม (IC) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ข้อมูลภาคการผลิต สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันได้ใกล้เคียงความจริงยิ่งขึ้น

– GCAP GOLD ประเมินราคาทองคำยังผันผวนหลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด ขณะที่เงินเฟ้อสูงยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว ตลาดจึงหันมาติดตาม GDP และเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ เพื่อประเมินโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม พร้อมจับตาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แนะรอซื้อเมื่อราคาสร้างฐาน หากยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ได้ต่อเนื่อง มีโอกาสทดสอบ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่ควรลดความเสี่ยงหากหลุด 3,950 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

– บริษัท Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี ได้ตัดสินใจระงับการฝากและถอนเงินทั้งหมด ในขณะที่บริษัทอยู่ระหว่างการตรวจสอบเหตุการณ์ต้องสงสัยว่าอาจมีการโจรกรรมคริปโทฯ ซึ่งเป็นเหตุให้สินทรัพย์ดิจิทัลถูกอายัดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ร่วงลงอย่างหนักในช่วงเช้าวันนี้ (30 ต.ค.)

– ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.25% ในการประชุมวันนี้ (30 ต.ค.) ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยการตัดสินใจดังกล่าวมาจากมติ 8 ต่อ 1 เสียง ซึ่งฮาจิเมะ ทาคาตะ เป็นกรรมการเพียงคนเดียวที่คัดค้านการคงอัตราดอกเบี้ย

– BOJ ได้คงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของปีงบประมาณ 2569 เอาไว้ที่ระดับ 2.5% และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปีงบประมาณ 2570 ขึ้นสู่ระดับ 2.6% จากระดับ 2.4% นักวิเคราะห์มองว่า การที่ BOJ ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานได้บรรลุเป้าหมายที่ระดับ 2% แล้วนั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

– ธนาคารโลกเปิดเผยว่า อินเดียประสบความสำเร็จในการนำประชากรราว 496 ล้านคน หลุดพ้นจากความยากจนในช่วงปี 2554-2566 ส่งผลให้อัตราความยากจนขั้นรุนแรง (extreme poverty) ลดลงอย่างฮวบฮาบ จาก 27.1% เหลือเพียง 2.6% ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ความยากจนลดลงเร็วที่สุดในโลก

– การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะมีขึ้นในวันอังคารหน้า (3 พ.ย.) ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินดุลอำนาจในกรุงวอชิงตัน โดยเป็นการขับเคี่ยวชิงเก้าอี้สส.ทั้งหมด 435 ที่นั่ง และสว.อีก 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์อิสระประเมินว่า พรรคเดโมแครตมีภาษีดีกว่าในการคว้าเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่การแข่งขันชิงเสียงข้างมากในวุฒิสภายังคงสูสีจนยากจะคาดเดาผล

โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน