
ลูกก้าวร้าว-เด็กเก็บกด เพราะสื่อเป่าหูจริงหรือ … ?
สื่อรับจบ !! ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์เยาวชนก่อเหตุความรุนแรงขึ้นกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง “สื่อ” ก็เป็นจำเลยสังคมเป้าหมายแรกที่ถูกนึกถึง แต่แท้จริงแล้ว พฤติกรรมรุนแรง หรือก้าวร้าวในเยาวชน ถูกหล่อหลอมมาจากสื่อจริงหรือไม่ หรือใครกันแน่ที่เป็นตัวการหลัก ! มาสแกนความจริงไปพร้อมกันกับ ผศ.ดร.สกุลศรี ศรีสารคาม รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
*สื่อเป็นสาเหตุหลักของความรุนแรงในเด็ก ?
“สื่อไม่ได้เป็นสาเหตุหลัก” ที่ทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมรุนแรงในทันที แต่เป็นเพียงองค์ประกอบร่วมหรือแรงเสริม กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การเลี้ยงดูในครอบครัว สภาพแวดล้อม ประสบการณ์ชีวิต และชุดความคิดของเด็ก
ในทางนิเทศศาสตร์มีสิ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีการบ่มเพาะ (Cultivation Theory) ชี้ว่า สื่อหล่อหลอมพฤติกรรมได้จริง แต่ต้องใช้เวลานานและรับสื่อซ้ำ ๆ เป็นประจำ ในระดับหลักเดือนหรือหลักปี ไม่ใช่ดูครั้งเดียวแล้วเกิดพฤติกรรมรุนแรงทันที
ดังนั้นหากเด็กมีภูมิคุ้มกันสื่อ (Media Literacy) รู้เท่าทันและแยกแยะออกว่าสิ่งที่เห็นคือการแสดง ไม่สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ แม้จะดูภาพยนตร์ที่มีการต่อสู้กัน ก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนรุนแรงตามสื่อที่ได้เห็น
*เมื่อความรุนแรงเป็นเรื่องสนุกสนาน
ต้องบอกว่าความรุนแรงในสื่อไม่ได้หมายถึงฉากที่โหดร้ายเสมอไป ความรุนแรงในสื่อมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรวมไปถึงการใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ และการแกล้งกัน ซึ่งสื่อบางประเภทมักนำเสนอแอบแฝงมากับความบันเทิงและตลกขบขัน ทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมไปใช้ในชีวิตจริง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสนุกสนานและทำได้ปกติ
ดังนั้นเมื่อคอนเทนต์แกล้งกันได้รับความนิยม ระดับความรุนแรงในการแกล้งจะถูกอัพเลเวลสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนำมาใช้ในชีวิตจริง จึงย้อนกลับมากลายเป็นปัญหาความรุนแรงในสังคมได้
*สัญญาณเตือนอันตรายคือ “ความเคยชิน”
การเสพสื่อความรุนแรงซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน จนชินชาและเริ่มมองความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ (Desensitization) จะทำให้ความรู้สึกเราเปลี่ยนไป จากที่เคยตกใจกับความรุนแรงระดับเริ่มต้น แค่ตบตีกันก็รู้สึกรับไม่ได้ จะเริ่มกลายเป็นความรู้สึกเฉย ๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดา และเมื่อมันถูกป้อนลงไปในจิตใต้สำนึก กลายเป็นชุดวิธีคิดในการแก้ปัญหา เด็กจึงมีโอกาสที่จะใช้ความรุนแรงทันทีโดยไม่ทันได้คิด
“บางคนอาจคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการเลียนแบบการทำร้ายผู้อื่น แต่แท้จริงแล้วคือการที่คนในสังคมเกิดความเพิกเฉย (Social Apathy) เมื่อเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วไม่เข้าไปช่วย ไม่ปกป้อง ไม่เรียกร้องให้หยุด จนปล่อยให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม” ผศ.ดร.สกุลศรี กล่าว
*ไขความลับอัลกอริทึม
สื่อยุคเก่าอย่างทีวี เราทำได้แค่นั่งดูรายการที่จัดมาให้ แต่ในโซเชียลมีเดีย ตัวเราเองเป็นคนเลือกกดดูสิ่งต่าง ๆ เท่ากับว่าเราเป็นคนเลือกที่จะหล่อหลอมตัวเราเองผ่านสื่อที่เลือกเสพ (Self-Cultivation)
ปัจจุบันระบบโซเชียลมีเดียจะคอยสังเกตว่าเราสนใจอะไร แล้วป้อนเนื้อหาเฉพาะบุคคล (Personalized Content) ที่ตรงกับความชอบนั้นมาให้ดูเรื่อย ๆ เมื่อเราเห็นเรื่องเดิมซ้ำ ๆ มันจะเข้าไปตอกย้ำและใส่แรงเสริมกับทัศนคติเดิม จนซึมซับลงสู่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว
“ทุกครั้งที่กดเข้าไปด้วยความสงสัยหรืออยากรู้ มันกลายเป็นว่าอัลกอริทึมจำ แล้วดึงลากเราลงหลุมลึกไปอีกจนเกิดเป็นปรากฏการณ์ดึงลงหลุมกระต่าย (Rabbit Hole Effect) บางทีเด็กไม่ได้ต้องการดูความรุนแรง แต่ระบบ Recommendation System พวกนี้ มันดึงให้เด็กไปดูเอง” รองคณบดีกล่าว
*วิธีการนำเสนอข่าวที่กระตุ้นความรุนแรง
การรายงานข่าวที่อธิบายวิธีการอย่างละเอียด เช่น วิธีการฆ่าตัวตายหรือวิธีการทำร้ายร่างกาย จะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในสังคมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (Copycat) ขณะเดียวกันสื่อส่วนใหญ่มักจะฉายสปอตไลท์ผิดจุด เน้นนำเสนอเรื่องตัวบุคคลและสถานการณ์สูงถึง 95% แต่มีเนื้อหาเน้นทางออกและการแก้ปัญหาระดับระบบเพียง 5% เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นการให้แสงคนร้ายจนมีแฟนคลับ การขุดประวัติส่วนตัว หรือนำเสนอเรื่องคนร้ายบ่อยเกินไป นับเป็นสิ่งที่ผิด การนำเสนอข่าวควรจบแค่ขอบเขตความผิดและเหตุจูงใจเท่านั้น
และแม้ข่าวในทีวีจะเสนอคลิปสั้น ๆ เพียงไม่กี่วินาที แต่โลกออนไลน์จะนำไปตัดต่อ ใส่เพลง ใส่ข้อความ แล้วเปิดวนซ้ำอยู่อย่างนั้น ทำให้ดีกรีความสยดสยองและความรุนแรงทวีคูณยิ่งขึ้น
*นำเสนอแบบเบลอภาพ ทำให้ความรุนแรงน้อยลง ?
ไม่ว่าจะเป็นภาพจริง ภาพกราฟิกแอนิเมชัน หรือการใช้สิ่งแทนอย่างการนำขาหมูมาหั่นโชว์แทนศพ หากเป้าหมายคือการทำให้คนเห็นและรู้วิธีทำร้าย ถือว่าผิดจริยธรรมและรุนแรงเท่ากัน ไม่ได้เบาลงเลย ส่วนการเบลอภาพ เช่น เบลอเลือด เบลอกุญแจมือ หรือเบลอฉากรถชน ไม่ได้ช่วยลดความรุนแรงลง เพราะผู้ชมยังรับรู้อยู่ดี ทางออกที่ถูกต้องคือการเลือกไม่นำเสนอช็อตความรุนแรงนั้นเลย
“ตั้งคำถามแรกเลยนะ นำเสนอแล้วได้ประโยชน์อะไร ไม่จำเป็นต้องเห็นภาพเด็กนอนตายอยู่ที่พื้นเพื่อบอกว่านี่คือความรุนแรง แค่เห็นภาพตุ๊กตาที่ตกอยู่ ก็ทดแทนความรุนแรงนั้นได้ ทางออกคือ เลี่ยงที่จะไม่นำเสนอช็อตนั้นไปเลย” ผศ.ดร.สกุลศรีกล่าว
*ทำไมการแบนสื่อไม่ใช่ทางออก
ปัจจุบันเรามีการจัดเรทติ้งอายุในสื่อและเกมไว้อยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือผู้ปกครองและสังคมไม่เคยจริงจังกับเกณฑ์เรทติ้ง ปล่อยให้เด็กต่ำกว่าเกณฑ์เข้าถึงได้ ดังนั้นอาจมีคนเรียกร้องให้แบนสื่อและเกมที่รุนแรงไปเลย แต่วิธีนั้นมันอาจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง สิ่งสำคัญกว่าคือ การทำให้คนมี Media Literacy และแยกแยะความรุนแรงในสื่อออกจากชีวิตจริงให้ได้
*แนวทางแก้ไขปัญหา “ร่วมกัน”
งานของภาครัฐต้องไม่ใช้การเซ็นเซอร์ปิดกั้นอย่างเดียว แต่ต้องสนับสนุนควบคู่การกำกับดูแล เพิ่มงบอุดหนุนการสร้างสื่อดี จริงจังกับการจัดเรทติ้ง และกล้าเจรจากับแพลตฟอร์มข้ามชาติเพื่อกำหนดมาตรการปกป้องเด็กและเยาวชน
ฝั่งสื่อและสมาคมครีเอเตอร์ (ระดับองค์กร) ควรเน้นการกำกับดูแลกันเอง (Self-Regulation) ตามมาตรฐานวิชาชีพร่วมกัน เพื่อให้คนทำงานยังมีอิสระโดย ไม่ต้องรอให้กฎหมายมาบีบบังคับ
ขณะที่ Content Creator / Influencer (ระดับบุคคล) ต้องตระหนักว่าตนเองคือสื่อที่มีอิทธิพลสูง ยึดหลัก 3 ข้อ คือ 1) รับผิดชอบต่อสิ่งที่นำเสนอ 2) มีรสนิยมการนำเสนอที่ดี ไม่ใช้อารมณ์ดราม่า หรือดึงความโกรธ 3) นำเสนอด้วยความเคารพต่อผู้อื่น
ส่วนพ่อแม่และโรงเรียน ไม่ควรใช้วิธีปิดกั้นเด็ก 100% แต่ต้องใช้วิธีดูไปด้วยกันและพูดคุยชวนคิด (Co-Viewing) เพื่อสร้าง Media Literacy ให้เด็กคิดวิเคราะห์ได้เองโดยอัตโนมัติ
สุดท้ายคือ ผู้รับสาร (Audience) ควรใช้เกณฑ์ประเมินสื่อ 3 ข้อก่อนดู คือ ดูแล้วได้ประโยชน์ไหม, เนื้อหามีรสนิยมดีไหม และ มีความเคารพผู้อื่นไหม ที่สำคัญต้องช่วยกันสนับสนุนสื่อดีและปัดทิ้งสื่อไม่ดี เพื่อช่วยคัดกรองระบบนิเวศสื่อให้เหมาะสมมากที่สุด
“สิ่งที่อยากให้ช่วยกันคือ ของดีด็ช่วยกันดู ของไม่ดีก็ปัดทิ้งบ้าง การสกรีนออกมันก็ทำให้เขาเห็นว่า ‘ถ้าเราทำแบบนี้คนไม่ดู’ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องบาลานซ์กัน ถ้าผู้รับสารยังเลือกดูของที่ไม่ดี คุณก็เรียกร้องจากสื่อยากเหมือนกัน เพราะสื่อก็ต้องอยู่รอด เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันทุกฝ่าย ให้ Ecosystem นี้มันขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างเหมาะสม” ผศ.ดร.สกุลศรีกล่าว
โดย ภคมณ สายขุนทด





