
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ [WHAUP] เปิดเผยว่า บริษัทวางงบลงทุนระยะยาว 5 ปี (ปี 2569-2573) ไว้ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในโครงการพลังงานไฟฟ้าราว 70% และธุรกิจระบบผลิตน้ำอีก 30% โดยมุ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมขยายฐานลูกค้าไปยังภาคอุตสาหกรรมทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในมือรวมราว 1,080 เมกะวัตต์ สิ้นปีนี้วางเป้าเซ็นสัญญาและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบต่อเนื่องเพื่อเสริมกำลังผลิตเป็น 1,124 เมกะวัตต์ ขณะที่ธุรกิจน้ำมีกำลังการผลิตและยอดจำหน่ายน้ำในภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 120 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีสัญญาใหม่เพิ่มอีก 60 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้บริษัทคาดว่ายอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำในปี 69 จะเพิ่มขึ้นแตะ 170 ล้านลูกบาศก์เมตรตามเป้า ปัจจัยสนับสนุนจากกลุ่มลูกค้า Data Center ที่จะเริ่มใช้น้ำในระบบภายในสิ้นปีนี้ ก่อนทยอยเข้าสู่ระยะใช้งานเต็มกำลัง (Full Stage) ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า
นายอัครินทร์ กล่าวถึงประเด็นที่สหรัฐฯ อาจระงับการพัฒนาศูนย์ข้อมูล AI Data Center ว่า เป็นปัจจัยที่อาจสนับสนุนให้เกิดการย้ายฐานหรือขยายการลงทุนมายังประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดขีดความสามารถในการรองรับการลงทุนให้เหมาะสม เนื่องจากไม่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Reliability) ในประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจุบันระบบไฟฟ้าของไทยมีความมั่นคงอยู่ในระดับสูง หากสามารถบริหารจัดการและปรับสมดุลระดับความมั่นคงให้เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเติบโตได้ ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป โดย WHAUP มีความพร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ หากภาครัฐมีความชัดเจนในรายละเอียดและหลักเกณฑ์
ขณะเดียวกัน บริษัทมองเห็นโอกาสเติบโตจากนโยบาย Direct PPA รวมถึงการเปิดให้บุคคลที่สามสามารถเข้าถึงและใช้โครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access: TPA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ WHAUP สามารถส่งจ่ายพลังงานสะอาดผ่านระบบโครงข่ายดังกล่าวให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่ ทั้งในและนอกพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอดจนเปิดทางให้เกิดการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมในระยะยาว
นอกจากนี้ การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จะมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response) หากสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยบริหารสมดุลการใช้พลังงานและลดความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มเติม
ส่วนในระยะยาว การที่ร่างแผน PDP ฉบับใหม่เปิดกว้างให้มีการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอื่น ๆ เช่น ไฮโดรเจน เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน และพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ถือเป็นทิศทางที่ดี เนื่องจากการพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์และระบบแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัด ทั้งด้านการใช้พื้นที่และต้นทุนการลงทุน
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต ทั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ระบบซื้อขายพลังงานระหว่างกัน (Peer-to-Peer Energy Trading) และบริการโซลูชันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Reduction Solutions) ผ่านการจัดหาใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) และแพลตฟอร์ม CO2ZERO เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าบริหารจัดการพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“WHAUP มุ่งนำความเชี่ยวชาญด้านสาธารณูปโภคและพลังงาน ผสานความแข็งแกร่งของ WHA Group Ecosystem และเทคโนโลยีภายใต้ WHA Intelligence มาพัฒนาโซลูชันที่สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าทั้งด้านธุรกิจและความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และร่วมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ WHA: Shape the Future for Thailand เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทย” นายอัครินทร์กล่าว
ล่าสุด WHAUP เผยความสำเร็จการจ่ายไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์สู่โรงงาน บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (AAT) ผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จากการร่วมทุนระหว่างฟอร์ดและมาสด้า ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) (ESIE) ผ่านโครงการ Solar Rooftop และ Floating Solar กำลังการผลิตติดตั้งรวม 14 เมกะวัตต์ โดย WHAUP เป็นผู้ลงทุน พัฒนา และบริหารจัดการระบบ ช่วยให้ AAT เข้าถึงพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องลงทุนเอง พร้อมสนับสนุนการบริหารต้นทุนพลังงาน เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตยานยนต์อย่างยั่งยืน
“ความสำเร็จของโครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำจุดแข็งของ WHA Group Ecosystem มาสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนิคมอุตสาหกรรมและบริการสาธารณูปโภค สู่การต่อยอดโซลูชันพลังงานสะอาดที่ออกแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่และความต้องการของโรงงาน ทั้ง Solar Rooftop และ Floating Solar ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าในความเชี่ยวชาญของ WHAUP และความสามารถของ WHA Group ในการสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับความยั่งยืน” นายอัครินทร์กล่าว
ด้าน มร. ซิลวิโอ อิลลิ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (AAT) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน AAT จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือกับ WHAUP ตั้งแต่โครงการ Solar Rooftop จนถึง Floating Solar Direct Wire ทำให้ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 14 เมกะวัตต์ สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงงานได้ประมาณ 25% ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต
“ในระยะยาว AAT มุ่งสู่เป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด 100% โดยเราเชื่อว่าความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญอย่าง WHAUP จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน”
ผสานโซลูชันพลังงานสะอาด–น้ำหมุนเวียน เสริมความมั่นคงด้านทรัพยากรให้ภาคอุตสาหกรรม
นอกจากการส่งมอบไฟฟ้าสะอาด WHAUP ยังตอกย้ำจุดแข็งด้านการบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคครบวงจร (Integrated Utilities) ตั้งแต่การจัดหาและผลิตน้ำอุตสาหกรรม การบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Water Reclamation) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านน้ำและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานการลงทุนสำคัญของประเทศ
โรงงานบำบัดน้ำหมุนเวียนเพื่อกลับมาใช้ใหม่ (Water Reclamation Plant) ภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (WHA ESIE 1) นำเทคโนโลยีการบำบัดน้ำขั้นสูงมาใช้ยกระดับคุณภาพ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลิตน้ำมูลค่าเพิ่ม (Value-added Water) และน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของอุตสาหกรรมแต่ละประเภท ช่วยลดการพึ่งพาน้ำจากแหล่งธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
นายอัครินทร์กล่าวว่า “น้ำและพลังงานเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีความต้องการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง WHAUP จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันทั้งสองด้านควบคู่กัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการต้นทุน ลดความเสี่ยงด้านทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน”
โดย วรินทร ศิรินอก





