
PLANB ลบ 4.35% ลดลง 0.20 บาท มาที่ 4.40 บาท มูลค่าการซื้อขาย 43.58 ล้านบาท เมื่อเวลา 10.05 น. จากราคาเปิด 4.54 บาท ราคาสูงสุด 4.56 บาท และแราคาต่ำสุด 4.38 บาท
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “ถือ” หุ้น บมจ.แพลน บี มีเดีย [PLANB] เป้าพื้นฐาน 5 บาท ฝ่ายวิจัยฯประเมิน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้เม็ดเงินโฆษณาชะลอตัว รายได้จากค่าโฆษณาของ PLANB ยังคงต่ำ แม้ว่าจะขยายพื้นที่สื่อเพิ่มขึ้น เพราะอัตราการใช้สื่อโฆษณา (utilization rate) ลดลงใน H1/68 ฝ่ายวิจัยฯปรับลดประมาณการฯลง และปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 5.00 บาท (เดิม 6.40 บาท) ยังคงคำแนะนำ “ถือ” ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ระมัดระวังขึ้น
สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) รายงานเม็ดเงินโฆษณาช่วง 7 เดือนแรกของปี 68 ลดลง 1.1% YoY และได้ปรับลดประมาณการปี 68 ลงเหลือ 0.1% YoY (จากเดิมคาดที่ 3.9%) ซึ่งเท่ากับว่าจะโตเพียง 1.7% ช่วง ส.ค.-ธ.ค.68 แม้ว่าเม็ดเงินโฆษณาในสื่อโฆษณานอกบ้านช่วง 7 เดือนแรกจะโตเพียง 2% YoY แต่ MAAT ยังคงคาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญราว 13% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออิงจากฝ่ายวิจัย KGI ที่คาดว่า GDP ของไทยและการบริโภคในประเทศจะชะลอตัวลงใน H2/68 เราจึงมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นและคาดว่าสื่อโฆษณานอกบ้านจะเติบโตเป็นเลขหลักเดียวใน H2/68
แม้ PlANB จะเพิ่มพื้นที่สื่อโฆษณามากขึ้นก็ตาม แต่รายได้จากโฆษณาผ่านสื่อนอกบ้าน (Out-of-home: OOH) ของ PLANB ก็ยังโตไม่ทันตามพื้นที่สื่อที่เพิ่มในช่วงสามไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งนี้ เป็นผลจากเศรษฐกิจซบเซาซึ่งทำให้ผู้ซื้อสื่อโฆษณาจำกัดงบโฆษณาอย่างมากและ utilization rate ของ PLANB ก็ลดลงอีกด้วย อย่างไรก็ดี พื้นที่สื่อ (capacity) ของบริษัทใน H1/68 เพิ่มขึ้น 6.8% YoY แต่ utilization rate กลับลดลงเหลือ 70.4% จาก 72.9% โดยที่ utilization rate ช่วง QTD อยู่ราว 72-73% (เทียบกับ 75.5% ใน Q1/67 และ 72.9% ใน Q2/68)
หากการบริโภคที่ชะลอตัวเกิดขึ้นจริง สมมติฐาน utilization rate ของเราที่ 72.9% อาจดูสูงเกินไป นอกจากนี้ เราคาดว่ารายได้จากการตลาดแบบมีส่วนร่วม (engagement marketing) จะลดลงทั้ง HoH และ YoY ใน H2/68 แต่อย่างไรก็ดี คาดว่ากำไร H2/68 จะดีขึ้นกว่า H1/68 หลัก ๆ จะมาจากการที่บริษัทถือหุ้น 50% ใน Hello LED, รายได้จากสิทธิ์ในการทำการตลาดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและรายได้จากการบริหารสื่อโฆษณาของ VGI (VGI.BK/VGI TB)
เราปรับลดประมาณการกำไรลง 3% ในปี 68 และ 4% ในปี 69 ตามสมมติฐานที่ i) ปรับลด utilization rate ลงเหลือ 71.8%/73.8% (จากเดิม 72.9%/74.2%) และ ii) ปรับลดอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลงเหลือ 32.1%/31.4% (จากเดิม 32.2%/32.6%) ดังนั้น กำไรสุทธิใหม่จะอยู่ที่ 1 พันล้านบาท (+5% YoY) ในปี 68 และ 1.2 พันล้านบาท (+6% YoY) ในปี 69 โดย 1% utilization rate ที่เปลี่ยนแปลงจะกระทบกำไรราว 4-5%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)