
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งเจรจาข้อตกลงกับบรรดาประเทศคู่ค้า เพื่อสร้างหลักประกันให้สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญได้อย่างเพียงพอ
ในวันพุธ (14 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศเพื่อสั่งการให้เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เริ่มเจรจากับพันธมิตรและประเทศที่มีแนวคิดเดียวกัน โดยเน้นย้ำว่าต้องการบรรลุข้อตกลงภายใน 6 เดือน และพร้อมที่จะดำเนินการอื่น ๆ ตามความจำเป็นหากไม่บรรลุเป้าหมาย
ประกาศดังกล่าวระบุว่า คำสั่งของทรัมป์อ้างอิงมาจากรายงานที่ลุตนิกส่งถึงทรัมป์เมื่อเดือนต.ค. ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระจายแหล่งที่มาและการขยายกำลังการผลิตภายในประเทศ เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ จีนครองสัดส่วนราว 70% ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และประมาณ 90% ของกระบวนการถลุงแร่ โดยแร่หายากมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการป้องกันประเทศ ส่งผลให้การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นวาระเร่งด่วนของบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าจีนจะใช้ความได้เปรียบด้านการแปรรูปแร่หายากเป็นเครื่องมือเชิงอิทธิพลทางการทูตและเศรษฐกิจมากขึ้น
ทำเนียบขาวระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดการกับ “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าแร่ธาตุสำคัญที่ผ่านการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อนุพันธ์จากประเทศใดก็ตาม” โดยไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศจีนโดยตรง
ในประกาศดังกล่าว ทรัมป์ระบุว่า ในการเจรจาที่จะเกิดขึ้นนั้น เกรียร์และลุตนิกควรพิจารณาเรื่อง “การกำหนดราคาขั้นต่ำ” สำหรับการซื้อขายแร่ธาตุสำคัญ โดยแนวคิดเรื่องการกำหนดราคาขั้นต่ำนี้เพิ่งมีการหารือกันในการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 ที่วอชิงตันเมื่อต้นสัปดาห์นี้
รัฐมนตรีคลังกลุ่ม G7 เห็นพ้องกันเมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) ให้เร่งลดการพึ่งพาจีนมากเกินไปในด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก ท่ามกลางความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ กลุ่ม G7 และประเทศพันธมิตรจะร่วมกันกระจายแหล่งจัดหา และเร่งย้ายฐานกิจกรรมสำคัญกลับสู่ประเทศมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การทำเหมือง การแปรรูป การผลิต ไปจนถึงการรีไซเคิล เพื่อลดจุดเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)





