
รัฐบาลจีนออกคำสั่งให้หน่วยงานและบริษัทภายในประเทศยุติการใช้ผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงไซเบอร์จากบริษัทสหรัฐฯ และอิสราเอลหลายแห่ง เช่น พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks), ฟอร์ติเน็ต (Fortinet) และเช็ค พอยท์ ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีส์ (Check Point Software Technologies)
คำสั่งของทางการระบุให้หน่วยงานตรวจสอบว่า มีการใช้งานผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ถูกระบุไว้หรือไม่ และให้เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีภายในประเทศแทน ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยรัฐบาลจีนให้เหตุผลว่า การใช้ผลิตภัณฑ์จากต่างชาติอาจทำให้ข้อมูลละเอียดอ่อนรั่วไหลออกนอกประเทศ หรือก่อให้เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวยังกล่าวหาว่า บริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลบางแห่งมีความเชื่อมโยงกับหน่วยข่าวกรอง แม้จะไม่ได้แสดงหลักฐานหรือเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นด้านความมั่นคงที่อ้างถึง
ภายหลังข่าวดังกล่าว หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีนปรับตัวขึ้นอย่างคึกคักในวันนี้ (15 ม.ค.) โดยหุ้นเอ็นเอสโฟกัส เทคโนโลยีส์ (NSFOCUS Technologies) ทะยาน 14.7% ในตลาดหุ้นเซินเจิ้น ขณะที่หุ้นฉี อาน ซิ่น เทคโนโลยี (Qi An Xin Technology) ปรับขึ้น 9.6% ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้
ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนของจีนระบุในประกาศว่า ผลการตรวจสอบล่าสุดพบปัญหาด้านความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์ของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ซึ่งถูกมองว่ามีภูมิหลังเชื่อมโยงกับหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ และตะวันตก
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทจีนบางแห่งในหน่วยงานภาครัฐ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ รายชื่อบริษัทที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึง เรคคอร์ดดิด ฟิวเจอร์ (Recorded Future), คราวด์สไตรก์ (CrowdStrike), แมนดิแอนท์ (Mandiant) ในเครืออัลฟาเบต (Alphabet), แรพิดเซเวน (Rapid7), เซนทิเนลวัน (SentinelOne), คลารอตี (Claroty), คาโต เน็ตเวิร์กส์ (Cato Networks), อิมเพอร์วา (Imperva), ไซเบอร์อาร์ก (CyberArk), วิซ (Wiz), วีเอ็มแวร์ (VMware) ในเครือบรอดคอม (Broadcom), แมคอาฟี (McAfee) และออร์กา ซีเคียวริตี้ (Orca Security)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)





