
ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่นลงนามในข้อตกลงด้านกลาโหม 2 ฉบับในวันนี้ (15 ม.ค.) ซึ่งรวมถึงข้อตกลงสำคัญที่จะเปิดทางให้กองทัพของทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนเสบียงและบริการระหว่างกันได้ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ข้อตกลงว่าด้วยการจัดหาและการบริการทางทหารร่วมกัน (ACSA) นี้ มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กองทัพทั้งสองประเทศสนับสนุนด้านเสบียงและบริการต่อกันได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากข้อตกลงว่าด้วยการเข้าถึงพื้นที่ระหว่างกองทัพ (RAA) ซึ่งเป็นข้อตกลงทางยุทธศาสตร์ระหว่างสองพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในเอเชียเริ่มมีผลบังคับใช้
โทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นลงนามในข้อตกลงดังกล่าว ณ กรุงมะนิลา ระหว่างการตระเวนเยือนภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียรวม 9 วัน ซึ่งครอบคลุมอิสราเอล ปาเลสไตน์ กาตาร์ และอินเดีย โดยการเยือนครั้งนี้ตอกย้ำถึงบทบาททางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลญี่ปุ่นที่แผ่ขยายกว้างขวางขึ้น
นอกจากนี้ โมเตกิและเทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ยังได้ร่วมกันแถลงเรื่องที่รัฐบาลญี่ปุ่นมอบความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการ (OSA) มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างอาคารจัดเก็บเรือยางท้องแข็งที่ญี่ปุ่นมอบให้ฟิลิปปินส์เพื่อเสริมแสนยานุภาพทางเรือ
ญี่ปุ่นแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางทะเลในเอเชียตะวันออก โดยยืนกรานคัดค้านความพยายามฝ่ายเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิม พร้อมให้การสนับสนุนความมั่นคงทางทะเลของฟิลิปปินส์ภายใต้กรอบความร่วมมือไตรภาคีกับสหรัฐฯ
โมเตกิได้กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับลาซาโรว่า “ผมและท่านรัฐมนตรีได้ยืนยันร่วมกันถึงความสำคัญของความร่วมมือไตรภาคีระหว่างญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และสหรัฐฯ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงและท้าทายยิ่งขึ้น”
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นในคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก เมื่อปี 2559 ที่ยกคำร้องการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ของจีน แม้รัฐบาลจีนจะไม่ยอมรับคำตัดสินดังกล่าวก็ตาม
ด้านลาซาโรย้ำว่าทั้งสองประเทศต่างเห็นความสำคัญของการส่งเสริมหลักนิติธรรม รวมถึงเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านพื้นที่ดังกล่าว พร้อมระบุว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของฟิลิปปินส์
อนึ่ง การเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ประจวบเหมาะกับช่วงที่ฟิลิปปินส์เข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียน (ASEAN) และสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันที่กำลังตึงเครียด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)





