
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้รับเหมาที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างของภาครัฐ ว่า ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดสร้าง สามารถขึ้น Blacklist ผู้รับเหมาที่เข้าเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ 5-6 ข้อได้ทันที แต่กลไกการดำเนินการนั้นจะต้องให้หน่วยงานเจ้าของสัญญา ซึ่งได้บริหารสัญญาดังกล่าวแล้วเห็นว่าคู่สัญญาที่รับงานไม่ดำเนินการตามสัญญา และจะต้องส่งข้อมูล รายละเอียดทั้งหมดมาที่กรมบัญชีกลาง ซึ่งจะคณะกรรมการพิจารณาว่าคู่สัญญามีการทำผิดหลักเกณฑ์ ผิดเงื่อนไข หรือละเมิดสัญญาที่สมควรจะถูก Blacklist ตามหลักเกณฑ์หรือไม่
โดยที่ผ่านมา ได้เคยมีการขึ้น Blacklist ผู้รับเหมาคู่สัญญาที่ทำผิดเงื่อนไขทุกเดือนอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นกรณีเล็ก ๆ ไม่ใช่กรณีใหญ่ เพราะตรงนี้มีกลไกรองรับอยู่ และการขึ้น Blacklist เป็นเรื่องปกติของการทำงาน
“เรื่อง Blacklist มีกลไกรองรับอยู่แล้ว แต่กระบวนการต้องนับหนึ่งที่คู่สัญญา หรือผู้บริหารสัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะเป็นคนรู้ดีที่สุดว่าคู่สัญญาเขาละเมิด หรือไม่ละเมิด ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร กรมบัญชีกลางเอง คงไม่สามารถรู้ได้ด้วยตัวเองว่าแต่ละสัญญาดำเนินการเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ เพราะมีคู่สัญญากันอยู่เยอะมาก ดังนั้น หน่วยงานที่เป็นคู่สัญญา ซึ่งจะรู้ดีที่สุดจะต้องแจ้งมาที่กรมบัญชีกลาง และเรายินดีดำเนินการให้อย่างรวดเร็วที่สุด” นายลวรณ กล่าว
สำหรับกรณีเรื่อง “สมุดพกผู้รับเหมา” นั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กรมบัญชีกลาง ได้รายงานว่ากฎกระทรวงที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างออกประกาศในระดับรอง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเล็กน้อย คาดว่าปลายเดือน ม.ค.69 ทุกอย่างจะเรียบร้อยทั้งหมด
โดยกลไกของเรื่องสมุดพกผู้รับเหมานั้น หากผู้รับเหมาที่ได้รับงานจากภาครัฐไปแล้ว และทำให้เกิดความเสียหายหรือเกิดอุบัติเหตุจากความประมาท เลินเล่อ หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ผู้รับเหมาก็จะต้องถูกหักคะแนนไปเรื่อย ๆ ซึ่งเมื่อการหักคะแนนถึงจุดหนึ่ง ก็จะมีกลไกบังคับว่าผู้รับเหมารายดังกล่าวจะไม่สามารถรับงานของภาครัฐได้อีกในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตรงนี้จะเป็นบท หรือกฎเกณฑ์ที่จะเอามาใช้กำกับดูแลคู่สัญญาให้อยู่ในกรอบ เงื่อนไข เพื่อให้สามารถคัดกรองผู้รับเหมาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เรื่องสมุดพกผู้รับเหมา กับเรื่อง Blacklist ใกล้เคียงกันจริง แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน โดยทั้งหมด มีขั้นตอนและกลไกรองรับอยู่แล้ว” นายลวรณ กล่าว
สำหรับความคืบหน้าการเยียวยาความเสียหายจากบริษัทประกัน กรณีเครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง พังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นั้น นายลวรณ ระบุว่า การเยียวยาจะต้องยึดหลักและเป็นไปตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์อย่างชัดเจน และเชื่อว่าในโครงการขนาดใหญ่ จะต้องมีการทำประกันภัยไว้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี กระบวนการหลังจากนี้ จะให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ไปเร่งรัดการจ่ายเคลมให้เร็วที่สุด โดยต้องยึดกรมธรรม์เป็นหลัก ซึ่งการเร่งรัดให้มีการจ่ายเยียวยาโดยเร็วนั้น จะเป็นประโยชน์กับผูที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งในส่วนนี้ คปภ. จะรับไปดำเนินการ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)





