
ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถไฟความเร็วสูง 2 ขบวนตกรางและพุ่งชนกันใกล้กับเมืองกอร์โดบา ทางตอนใต้ของสเปน เพิ่มขึ้นเป็น 40 รายแล้วในขณะนี้ และมีผู้บาดเจ็บกว่า 150 ราย นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุทางรถไฟที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 80 ปีของยุโรป
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.45 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ (18 ม.ค.) หรือเวลา 01.45 น.ตามเวลาไทยในวันจันทร์ (19 ม.ค.) เมื่อรถไฟที่บรรทุกผู้โดยสาร 317 รายบนเส้นทางมาลากา-มาดริด เกิดอุบัติเหตุตกจากรางบริเวณใกล้กับเมืองอามาดุซ ซึ่งห่างจากเมืองกอร์โดบาประมาณ 20 กิโลเมตร จากนั้นรถไฟขบวนดังกล่าวได้พุ่งชนเข้ากับรถไฟความเร็วสูงอีกขบวนหนึ่งที่กำลังวิ่งอยู่บนรางที่ขนานกัน ส่งผลให้รถไฟขบวนที่สองซึ่งเดินทางมาจากมาดริดและมุ่งหน้าไปยังอูเอลบานั้น ตกรางไปด้วยเช่นกัน โดยรถไฟขบวนที่สองมีผู้โดยสาร 210 ราย
ทั้งนี้ แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่ารถไฟประสบเหตุตกรางด้วยสาเหตุใด แต่ผู้เชี่ยวชาญที่รุดไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุกล่าวว่า พบรอยต่อที่หักบนรางรถไฟ ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างส่วนของราง และช่องว่างนั้นฉีกกว้างขึ้นเมื่อรถไฟวิ่งผ่าน โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่ารอยต่อที่ชำรุดนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะสามารถระบุสาเหตุของการพุ่งชนครั้งนี้
เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า นับจนถึงขณะนี้มีการแจ้งความคนหายรวม 43 ราย ที่สำนักงานตำรวจในเมืองเวลบา, มาดริด, มาลากา, กอร์โดบา และเซบียา
อินิโก วิลา ผู้อำนวยการด้านเหตุฉุกเฉินแห่งชาติของสภากาชาดสเปนเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การพุ่งชนเกิดขึ้นในพื้นที่เนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นมะกอก ซึ่งเข้าถึงได้ด้วยถนนเลนเดียวเท่านั้น ทำให้รถพยาบาลประสบกับความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ
ด้าน เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ประกาศไว้อาลัยอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วันนับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 19 ม.ค. หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในครั้งนี้
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีซานเชซยังได้ยกเลิกกำหนดการทั้งหมด ซึ่งรวมถึงยกเลิกการเดินทางไปร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อใช้เวลาในการตรวจจุดเกิดเหตุ พร้อมกับให้คำมั่นสัญญากับประชาชนว่ารัฐบาลจะดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียดและโปร่งใส และจะแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกล่าวว่า “นี่เป็นวันที่เจ็บปวดของสเปน”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)





