อินเดีย-UAE ลงนามดีล LNG มูลค่า 3 พันล้านดอลล์ พร้อมตั้งเป้าดันมูลค่าการค้าแตะ 2 แสนล้าน

อินเดียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้อินเดียก้าวขึ้นเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ UAE โดยการลงนามดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันจันทร์ (19 ม.ค.) ในขณะที่ผู้นำของทั้งสองประเทศหารือร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าและกลาโหม

สัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่ เชค มุฮัมมัด บิน ซัยยิด อัลนะฮ์ยาน ประธานาธิบดีแห่ง UAE เดินทางเยือนอินเดีย และหารือกับนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายต่างให้คำมั่นว่าจะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันขึ้นสองเท่าสู่ระดับ 2 แสนล้านดอลลาร์ ภายใน 6 ปี รวมถึงจัดตั้งหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านกลาโหมร่วมกัน

ภายใต้ข้อตกลงนี้ แอดนอค แก๊ส (ADNOC Gas) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของ UAE จะจัดส่ง LNG ปริมาณ 0.5 ล้านเมตริกตันต่อปี ให้กับบริษัท ฮินดูสถาน ปิโตรเลียม คอร์ป (Hindustan Petroleum Corp) ของอินเดีย เป็นระยะเวลา 10 ปี

ADNOC Gas เปิดเผยว่า ข้อตกลงล่าสุดนี้ส่งผลให้มูลค่าสัญญารวมระหว่างบริษัทกับอินเดียพุ่งสูงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมระบุว่า “ขณะนี้อินเดียถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ UAE และเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์ด้าน LNG ของบริษัท”

ทั้งนี้ UAE เป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของอินเดีย โดยในการเยือนครั้งนี้ คณะผู้แทนรัฐบาล UAE ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ร่วมเจรจาด้วย ซึ่งวิกรม มิสรี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) เพื่อยกระดับความร่วมมือสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านกลาโหม

ความเคลื่อนไหวด้านกลาโหมครั้งนี้ถูกจับตามองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค หลังจากที่ปากีสถานซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของอินเดียได้กระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับซาอุดีอาระเบียและตุรกี ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ กับ UAE เริ่มมีความเห็นต่างในนโยบายระดับภูมิภาค โดยเฉพาะกรณีเยเมนและโควตาการผลิตน้ำมัน

อย่างไรก็ดี มิสรีเน้นย้ำว่า การลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงกับ UAE ไม่ได้หมายความว่าอินเดียจะเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยกล่าวว่า “ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงกับประเทศในภูมิภาค ไม่ได้นำไปสู่ข้อสรุปว่าเราจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งในภูมิภาคแต่อย่างใด”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)